เห็ดหอม ประโยชน์และสรรพคุณของเห็ดหอม   

เห็ดหอม หรือเห็ดชิตาเกะ เป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่คนนิยมรับประทาน โดยเชื่อว่ามีประโยขน์ต่อสุขภาพ เช่น ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก และอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งได้

เห็ดหอมเป็นเห็ดพื้นเมืองแถบเอเชียตะวันออก โดยดอกเห็ดมีสีน้ำตาลเข้มขนาดประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีแคลอรี่ต่ำ เป็นแหล่งไฟเบอร์ชั้นดี ทั้งยังอุดมไปด้วยเกลือแร่และวิตามินหลากชนิด เช่น กรดโฟลิค กรดอะมิโน ซิลิเนียม สังกะสี วิตามินบี หรือวิตามินดี และยังมีสารประกอบทางชีวภาพอย่างสารอิริตาดีนีน (Eritadenine) สารสเตอรอล (Sterols) สารเบต้ากลูแคน (Beta Glucans) รวมถึงสารเลนทิแนน (Lentinan) ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ คำกล่าวอ้างถึงคุณประโยชน์ด้านต่าง ๆ ของเห็ดหอมนั้นจริงเท็จมากน้อยเพียงใด มีการศึกษาและหลักฐานทางการแพทย์บางส่วนได้พิสูจน์แง่มุมต่าง ๆ ไว้ ดังนี้

กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน สารเบต้ากลูแคนจากเห็ดหอมอาจเป็นสารสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้เกิดการติดเชื้อและช่วยฟื้นฟูร่างกาย เสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จากการศึกษาโดยให้อาสาสมัครที่มีสุขภาพดีจำนวน 52 คน ทั้งเพศหญิงและเพศชายที่มีอายุระหว่าง 21-41 ปี รับประทานเห็ดหอมวันละ 5 หรือ 10 กรัม เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าผู้ทดลองมีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานได้ดีขึ้น สังเกตได้จากการเพิ่มจำนวนและความสามารถของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันซึ่งทำหน้าที่ต้านเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย รวมถึงพบว่ามีการอักเสบในร่างกายลดน้อยลงด้วย

การรับประทานเห็ดหอมเป็นประจำอาจช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่การศึกษานี้ก็เป็นเพียงการศึกษากับผู้ร่วมทดลองจำนวนน้อย และยังเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีด้วย จึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมกับกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ขึ้นและทดลองในผู้ที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ซึ่งทำให้มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออ่อนแอ เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของเห็ดหอมในด้านนี้ก่อนนำไปใช้ประโยชน์จริง

ลดระดับคอเลสเตอรอล เห็ดหอมมีมีสารประกอบสำคัญหลายอย่าง เช่น สารอิริตาดีนีนที่ช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอเลสเตอรอล สารสเตอรอลที่ช่วยยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลในลำไส้ และสารเบต้ากลูแคนที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล หากคอเลสเตอรอลสูงอาจปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด ภาวะหลอดเลือดแข็ง โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคสมองขาดเลือดชั่วคราวได้ ทั้งนี้ มีการศึกษาประสิทธิภาพของเห็ดหอมด้านการลดระดับคอเลสเตอรอลในหนูทดลอง พบว่าสารประกอบของเห็ดหอมนั้นมีประโยชน์ต่อการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และอาจใช้เห็ดหอมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยที่มีคอเลสเตอรอลสูงได้

แม้การศึกษาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีของสารประกอบจากเห็ดหอมในการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด แต่ก็เป็นเพียงการศึกษาในสัตว์ทดลองเท่านั้น จึงจำเป็นต้องศึกษากับมนุษย์เพิ่มเติมต่อไป

เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก เห็ดหอมเป็นพืชชนิดเดียวที่เป็นแหล่งของวิตามินดีจากธรรมชาติ ซึ่งจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูก นอกจากการรับแสงแดดในยามเช้าเพื่อให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีแล้ว เห็ดหอมก็เป็นแหล่งวิตามินดีสำคัญที่เชื่อว่าการรับประทานเห็ดชนิดนี้อาจช่วยรักษาสุขภาพกระดูกได้ จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มสูงขึ้นหลังป้อนอาหารหนูทดลองด้วยเห็ดหอมร่วมกับแคลเซียม ซึ่งช่วยให้กระดูกของหนูทดลองแข็งแรงขึ้น และอาจเป็นผลดีในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษาในหนูทดลอง ยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมกับมนุษย์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของเห็ดหอมในด้านนี้ต่อไป รวมถึงควรศึกษาถึงความปลอดภัยในการบริโภคเห็ดหอมให้ดี ก่อนนำไปใช้เพื่อบำรุงกระดูกและสุขภาพด้านต่าง ๆ

รักษาโรคมะเร็ง เห็ดหอมมีสารเลนทิแนน ซึ่งเป็นพอลิแซ็กคาไรด์ที่มีคุณสมบัติต้านมะเร็งด้วยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว เห็ดหอมอุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลาย หลายคนจึงเชื่อว่าการรับประทานเห็ดหอมอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีและยังเป็นผลดีต่อการรักษาโรคมะเร็งได้ด้วย

โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รับประทานสารสกัดจากเห็ดหอมร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง และช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ทางผู้วิจัยได้แนะนำว่าการใช้สารสกัดจากเห็ดหอมร่วมกับการทำเคมีบำบัดนั้นทั้งปลอดภัย ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยทำงานได้ดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงการทดลองขนาดเล็กที่มีผู้เข้าร่วมการทดลองเพียง 7 คนเท่านั้น และยังทดลองร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด จึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมกับกลุ่มทดลองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เจาะจงการใช้เห็ดหอมเพียงอย่างเดียวเพื่อรักษามะเร็ง หรือเปรียบเทียบกับการรักษามะเร็งรูปแบบอื่น ๆ ด้วย เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของเห็ดหอมในด้านนี้ให้ชัดเจนต่อไป

บริโภคเห็ดหอมอย่างไรให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ
ส่วนใหญ่เห็ดหอมที่วางขายตามท้องตลาดนั้นจะเป็นเห็ดหอมแบบแห้ง ซึ่งควรเลือกซื้อเห็ดหอมที่ดอกหนา มีรอยแตกสีขาวลึกกระจายทั่วดอก และนำไปแช่น้ำร้อนประมาณ 10-15 นาทีจนนุ่มก่อนนำไปปรุงอาหาร ส่วนเห็ดหอมสดก็สามารถหาซื้อได้โดยเลือกซื้อดอกเห็ดที่สดและสะอาดเสมอ

ทั้งนี้ การบริโภค ปรุงสุกในปริมาณที่พอเหมาะนั้นค่อนข้างปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่อาจไม่ปลอดภัยหากรับประทานในปริมาณที่ใช้เป็นยารักษาโรคหรือรับประทานอาหารเสริมเห็ดหอมโดยปราศจากคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งอาจทำให้ปวดท้อง มีอาการแพ้หรือบวมตามผิวหนัง มีเลือดออกผิดปกติ หายใจลำบาก และผิวหนังไวต่อแสงแดด ส่วนการบริโภคเห็ดหอมดิบก็อาจทำให้มีผื่นคันขึ้นตามผิวหนังได้เช่นกัน

ส่วนบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้ ควรบริโภคเห็ดหอมด้วยความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ

  • หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร หลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดหอม เนื่องจากยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของการรับประทานเห็ดหอมในช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงให้นมบุตร
  • ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันต้านตนเอง เช่น โรคปลอกประสาทอักเสบ โรคลูปัส หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ให้หลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดหอม เพราะอาจกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานมากกว่าปกติ และอาจทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้นได้
  • ผู้ป่วยที่มีเซลล์เม็ดเลือดขาวอีโอซิโนฟิลสูงกว่าปกติ (Eosinophilia) ห้ามรับประทานเห็ดหอม เพราะอาจทำให้อาการของโรคแย่ลงกว่าเดิม

ทำความรู้จักกับ ต้นแค และประโยชน์

ต้นแค หรือ ต้นดอกแค เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียหรือในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขามาก ไม่เป็นระเบียบ มีความสูงประมาณ 3-10 เมตร เนื้อไม้อ่อน ที่เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลปนเทา เปลือกหนาและมีรอยขรุขระ แตกเป็นสะเก็ด สามารถเจริญเติบโตได้ทั่วไปในเขตร้อนชื้น เป็นต้นไม้ที่โตเร็ว สามารถปลูกได้ทุกที่ และมักขึ้นตามป่าละเมาะ หัวไร่ปลายนา มีอายุราว ๆ 20 ปี แต่ถ้าเก็บกินใบบ่อย ๆ จะทำให้ต้นมีอายุสั้นลง และต้นแคจะขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด สำหรับในบ้านเราจังหวัดที่มีการปลูกต้นแคเพื่อการค้านั้นก็ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ สุพรรณบุรี และกรุงเทพฯ

ประโยชน์

1. ประโยชน์ของต้นแค นิยมปลูกไว้เป็นรั้วบ้าน ปลูกตามคันนา ริมถนนข้างทาง และปลูกไว้ในบริเวณบ้าน
2.
แคเป็นพืชที่มีจุลินทรีย์ที่ปมราก เมื่อจับกับก๊าซไนโตรเจนในอากาศจะผลิตเป็นปุ๋ยที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ต้นแคจึงเป็นพืชที่ช่วยปรับปรุงดินไปได้ในตัวอีกด้วย
3. ใบใช้เป็นอาหารสัตว์ เลี้ยงโคกระบือได้ดี และเป็นที่ชื่นชอบของโคกระบือ
4. ใช้ไม้ทำเป็นฟืนหรือเชื้อเพลิงได้
5. ลำต้นนิยมนำมาใช้ในการเพาะเลี้ยงเห็ดหูหนูได้ดี
6. ประโยชน์ของดอกแค ฝักอ่อน ยอดอ่อน และใบอ่อน สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย เมนูดอกแค เช่น แกงแค, แกงส้มดอกแค, ดอกแคสอดไส้, ดอกแคห่อกุ้งทอด, แกงเหลืองปลากะพง, แกงจืดดอกแค, ดอกแคชุบแป้งทอด, ดอกแคผัดหมู, ดอกแคผัดกุ้ง, ดอกแคผัดเต้าเจี้ยว, ดอกแคผัดกะเพรา, ยำดอกแค, ส่วนใบอ่อน ยอดอ่อน และฝักอ่อนนำมาลวกจิ้มกินกับน้ำพริกก็ได้ เป็นต้น
7. สำหรับชาวอีสานนิยมนำดอกแคและยอดอ่อนมานึ่งหรือย่าง รับประทานร่วมกับลาบ ก้อย แจ่ว และดอกยังนำมาปรุงเป็นอาหารประเภทอ่อมอีกด้วย
8. บ้านเรานิยมกินดอกและยอดอ่อน แต่สำหรับประเทศอื่น ๆ บางประเทศจะนิยมกินดอกแคสดหรือนำมานึ่งเป็นสลัดผัก ส่วนฝักจะใช้รับประทานเหมือนกับถั่วฝักยาว

คำแนะนำในการรับประทานดอกแค

  • การนำดอกแคมาใช้ทำเป็นอาหาร ต้องเด็ดเอาเกสรสีเหลืองของดอกแคออกก่อน จะช่วยลดความขมหรือทำให้มีรสขมได้ แต่ถ้าไม่กังวลเรื่องความขมก็ไม่ต้องเด็ดออกก็ได้
  • การเลือกซื้อยอดอ่อนและใบอ่อนของแค ควรเลือกเป็นใบสด ไม่ร่วง ส่วนดอกให้เลือกดอกตูมที่กำลังจะบาน ซึ่งยอดอ่อนและใบอ่อนจะหาซื้อได้ทั่วไปในตลาด แต่สำหรับฝักอ่อนค่อนข้างจะหาซื้อยาก ต้องปลูกต้นแคไว้เองจึงจะได้รับประทาน
  • ยอดอ่อนและใบอ่อนของแคนั้น จะมีในช่วงฤดูฝน ส่วนดอกแคจะมีในช่วงต้นฤดูหนาว
  • ดอกแคมีรสเฝื่อน ไม่นิยมรับประทานสด ๆ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การไปลวกโดยใช้เวลาอันสั้นที่สุด
  • การรับประทานดอกแคในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้อาเจียนได้

วิธีดูแลทำความสะอาดแปรงสีฟัน ไม่ให้มันกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

แปรงสีฟันเป็นอุปกรณ์ทำความสะอาดที่เราใช้ทุกวัน แต่เราอาจจะมองข้ามมันไป อาจจะเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มารู้ตัวอีกทีนี่เราใช้แปรงแสนสกปรกแปรงฟันในปากเราอยู่นี่นา จึงอยากเชิญชวนคุณมาใส่ใจในการดูแลทำความสะอาดแปรงสีฟัน เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้มันกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่ทำให้เราป่วย และเพื่อสุขภาพของคุณ และทุกคนในครอบครัวด้วย

หากคุณสังเกตแปรงสีฟันให้ดีๆ อาจจะต้องตกใจที่แปรงสีฟันของคุณตอนนี้เต็มไปด้วยคราบเหลือง หรือคราบดำอันเป็นสัญญาณให้คุณเปลี่ยนแปรงสีฟัน หรือทำความสะอาดแปรงสีฟันนั้นได้แล้ว เพราะคราบอาหารและยาสีฟันที่ตกอยู่บนแปรงจะเป็นแหล่งอาหารของเชื้อโรคชั้นดีเลยล่ะค่ะ มาดูพร้อมกันค่ะ ว่าเราจะต้องดูแลทำความสะอาดแปรงสีฟันของเราอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้

1. เก็บแปรงสีฟันในที่ที่อากาศถ่ายเท
คุณควรเลือกเก็บแปรงสีฟันในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงการเก็บแปรงสีฟันที่ยังไม่แห้งดีในปลอกปิด หรือกระเป๋าพลาสติก เพราะแบคทีเรียจะเจริญได้ดีในที่ชื้น นอกจากนี้ พยายามเก็บแปรงสีฟันให้อยู่ไกลจากโถส้วมให้มากที่สุด

2. ทำความสะอาดแปรงสีฟันให้ถูกวิธี
หลังแปรงฟันทุกครั้ง แนะนำให้ล้างทำความสะอาดแปรงสีฟันด้วยน้ำประปา โดยให้ดูว่าล้างสะอาด ไม่เหลือยาสีฟันและคราบอาหารบนแปรง จากนั้นให้สะบัดน้ำออกก่อนจะเอาเข้าเก็บ

3. เสียบแปรงสีฟันให้ถูกวิธี
ควรเลือกเก็บยาสีฟันโดยเสียบในแนวตั้ง ให้ด้านขนแปรงอยู่ข้างบนเสมอ และไม่ควรเก็บแปรงสีฟันรวมกันหลายๆ อัน เพราะอาจจะทำให้เชื้อโรคติดกันได้ ควรเลือกที่เสียบแปรงสีฟันที่มีช่องส่วนตัวของแต่ละคนโดยเฉพาะจะดีกว่า

4. ฆ่าเชื้อโรคสม่ำเสมอ
ระหว่างที่แปรงสีฟันยังไม่หมดอายุ แนะนำให้คุณหมั่นทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยอาจใช้วิธีต่อไปนี้ค่ะ

5. เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 2-3 เดือน
โดยปกติแล้ว ทันตแพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 2-3 เดือน ยกเว้นแต่ว่า คุณป่วยเป็นหวัด หรือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ ให้เปลี่ยนแปรงสีฟันทันทีหลังจากหายจากอาการป่วย

  • ฆ่าเชื้อโรคด้วยการลวกแปรงสีฟันในน้ำร้อน
  • บีบน้ำมะนาวลงบนแปรง ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก
  • แช่แปรงสีฟันในน้ำสบู่แล้วล้างออก โดยใช้หวีเขี่ยเอาคราบสกปรกออกไป

เพื่อสุขอนามัยของคุณและทุกคนในบ้าน แก้ปัญหาเชื้อโรคเกาะแปรงสีฟัน อย่าลืมทำตามคำแนะนำนี้อย่างสม่ำเสมอ สำหรับคุณแม่ที่มีลูกน้อย อาจต้องคอยช่วยเด็กๆ ดูแลแปรงสีฟันของพวกเขาด้วย ก่อนที่แปรงสีฟันจะกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคที่ทำให้เด็กๆ ไม่สบาย

ไข่แดงกับไข่ขาว มีประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับเมนู ไข่ นั้น เป็นเมนูยอดฮิตของหลายๆบ้านเลยก็ว่าได้ เพราะไข่นั้นสามารถหาซื้อได้ง่าย หรือบางบ้านอาจจะเลี้ยงไก่ ไว้เก็บไข่เองด้วยซ้ำ เพราะไข่นั้นเป็นสิ่งที่นำมาทำอาหารได้ง่าย และมีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน เป็นอาหารที่สามารถรับประทานกันได้ทุกเพศทุกวัย  แต่ก็เกิดความกังวลขึ้นมา ว่าไข่นั้นสามารถรับประทานได้วันละกี่ฟอง หรือถ้าทานมากเกินไป จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือเปล่า 

วันนี้เราจึงจะมาบอกกันว่า ไข่แดงกับไข่ขาว มีประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจมากขึ้น และคลายกวามกังวลและข้อสงสัย

ในไข่ไก่ 1 ฟอง มีอะไรบ้าง
ไข่ไก่ เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เต็มไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ในไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 50 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 75-80 แคลอรี มีโปรตีนสูงถึง 7 กรัม

ไข่ขาว มีน้ำหนักประมาณ 2 ใน 3 ของไข่ทั้งฟอง ประกอบไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง ประมาณร้อยละ 12 มีสารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโน 8 ชนิด ที่จำเป็นต่อร่างกาย

ไข่แดง มีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักไข่ ประกอบไปด้วยโปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญ สำหรับไขมันที่มีอยู่ค่อนข้างมากในไข่แดงนั้น เป็นไขมันประเภทอิ่มตัว รวมถึงโอเมก้า-3 ที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งมีคุณค่าเหมือนไขมันในปลาแซลมอน และปลาทะเล

ไข่แดงกับไข่ขาว มีประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร
ไข่แดง หลายคนมักมีคำถามเรื่องการรับประทานไข่แดง  ว่าทานมากเกินไปเลี่ยงต่อคอเลสเตอรอลสูง หรือเปล่าจะอ้วนขึ้นมั่ย  และควรทานไม่เกินวันละกี่ฟองถึงจะดีต่อร่างกาย  ไข่แดงประกอบด้วยน้ำ โปรตีน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และวิตามินบี 1 รวมทั้งสารโคลีนที่มีส่วนช่วยพัฒนาสมองและเสริมสร้างความจำ สารลูทีนและซีแซนทีนที่มีประโยชน์ ช่วยบำรุงประสาทตา

ในไข่แดงยังมีไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว มีคุณค่าใกล้เคียงกับไขมันปลาทะเล มีกรดไขมันโอเมกา-3 ที่จำเป็นต่อการทำงานของสมองและเนื้อเยื่อตา รวมถึงกรดโอเมก้า 6 และกรดอะราคิโดนิก (ARA) ที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและการทำงานของระบบประสาทตา

ทว่าไข่แดงยังมีคอเลสเตอรอล ที่ไม่พบในไข่ขาว ซึ่งเดิมทีมีการห้ามรับประทานไข่แดงในปริมาณมาก เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด แต่ในงานวิจัยภายหลังพบว่า คลอเรสเตอรอลในไข่มีผลทำให้คลอเรสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ดี สมาคมหัวใจอเมริกา (AHA) แนะนำว่า ไม่ควรรับประทานไข่ไก่เกินวันละหนึ่งฟอง เพราะไข่ไก่หนึ่งฟองมีคอเลสเตอรอลเกินกว่า 200 มิลลิกรัม และสำหรับผู้เป็นโรคหัวใจ เบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง หรือโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ควรรับประทานไข่ไก่เกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์

ไข่ขาว
ไข่ขาว 1 ฟอง ให้พลังงานประมาณ 15 กิโลแคลอรี มีโปรตีน 4 กรัม และนอกจากโปรตีนแล้ว ไข่ขาวยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด ทั้งแคลเซียม วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 6 และบี 12 เลซิติน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และสารอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมีไขมันและคอเลสเตอรอลน้อยมาก ต่างจากไข่แดงที่ 1 ฟอง ให้พลังงานประมาณ 55 กิโลแคลอรี และมีคอเลสเตอรอลประมาณ 180-200 มิลลิกรัม ไข่ขาวมีปริมาณไขมันต่ำมาก

ไข่ขาว ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่ง โปรตีนที่คุณภาพดีที่สุด เพราะมีโปรตีนชนิด อัลบูมินอยู่เยอะ ซึ่งอัลบูมินตัวนี้เอง ที่ทำหน้าที่ ช่วยรักษาน้ำในหลอดเลือดไม่ให้ซึมออกนอกหลอดเลือด (ซึ่งจะทำให้เกิดการบวม) แถมยังเป็นตัวยึดจับกับสารตัวอื่น เพื่อให้ร่างกายเอาไปใช้ตามเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย

โปรตีนอัลบูมินทำหน้าที่คือ
– รักษาความเข้มข้น และ pH ในระบบไหลเวียนโลหิต
– ควบคุมแรงดันออสโมติก
– ช่วยลำเลียงแร่ธาตุ สารอาหาร ฮอร์โมนและยาหลายชนิด
– ช่วยในระบบภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างเนื้อเยื่อ

งานวิจัยจากคณะแพทย์จุฬาฯ ยืนยันว่าการทานไข่ขาวใช้เพิ่มระดับโปตีนอัลบูมินในผู้ป่วยโปรตีนรั่วได้จริง โดยกลุ่มผู้ป่วยที่เสียโปรตีนวันละ 5-15 g เมื่อทานไข่ขาวเสริมวันละ 7 กรัม เป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่าระดับอัลบูมินในร่างกายของกลุ่มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โปรตีนไข่ขาว หรือโปรตีน อัลบูมิน รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ที่ต้องการเสริมสร้างร่างกาย ผู้ที่ขาดโปรตีน ตลอดจนเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับกลุ่มผู้ป่วย ผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำ หรือภูมิคุ้มกัน หรือผู้ที่ขาด ธาตุเหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี หรือวิตามิน และสารอาหารอื่นๆ สามารถรับประทานเป็นอาหารเสริม ซึ่งแพทย์ส่วนมากแนะนำให้รับประทานไข่ขาวในการเสริมสร้างอยู่แล้ว สำหรับใครที่กังวลในการทานไข่บ่อยๆ จะทำให้ คอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น ก็หมดกังวลไปได้เลย เพราะไข่ขาว โปรตีนไข่ขาวนั้น ปราศจาก ไขมันต่ำและคอเลสเตอรอล

สรุปแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นไข่แดง หรือไข่ขาว ก็มีประโยชน์ที่แตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดที่มีอยู่ในไข่ เป็นอาหารดี  และมีคุณประโยชน์มากมาย แถมราคาถูกหาซื้อง่ายอีกด้วย

9 ประโยชน์ดีๆ จากน้ำขิง

สำหรับ น้ำขิง นั้นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอีกชนิดที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะประโยชน์ของขิงเด็ดดวงจริง ๆ ยิ่งดื่มเป็นประจำจะช่วยแก้ได้หลายอาการเลย

ขิงเป็นสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ที่บ้านเราใช้ทั้งทำอาหาร ใช้เป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพร หรือนำมาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ดื่มแก้กระหายก็ได้ และหากใครกำลังมองหาเครื่องดื่มที่จะช่วยเพิ่มความเฮลธ์ตี้ได้อย่างเต็มที่ แนะนำเป็นน้ำขิงแก้วนี้นี่ล่ะค่ะ เพราะขิงมีสรรพคุณแจ่ม ๆ

1. ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการท้องอืด
สารประกอบฟีโนลิกในขิงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในลำไส้ พร้อมทั้งยังมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร นอกจากนี้ขิงยังมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้อย่างอ่อน ส่งผลให้อาการท้องอืด แน่นท้อง และอาการท้องเฟ้อบรรเทาลงได้

2. บรรเทาอาการคลื่นไส้
ฤทธิ์ร้อนของขิงเป็นยาแก้อาการคลื่นไส้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้ที่เกิดจากความผิดปกติของกระเพาะอาหารและลำไส้ ที่ได้รับสารเคมีหรืออาหารแสลงบางอย่างมา นอกจากนี้ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Support Care Cancer เมื่อปี 2012 ยังบอกด้วยว่า การดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวันจะสามารถลดอาการคลื่นไส้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัดได้ด้วยนะคะ

3. ช่วยลดน้ำหนัก
ผลการศึกษาของนักวิจัยชาวญี่ปุ่นที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Pharmaceutical Society of Japan ในปี 2008 พบว่า ขิงมีส่วนช่วยเพิ่มการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันได้มากกว่าปกติ จึงมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้ นอกจากนี้น้ำขิงอุ่น ๆ ยังสามารถช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูก รวมทั้งลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นสาเหตุของความเครียด อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายบริโภคไขมันมากขึ้นจนทำให้น้ำหนักขึ้นได้อีกด้วย

4. ฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรีย
จากการทดลองน้ำที่ได้จากการแช่ขิงพบว่า น้ำขิงสามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและพยาธิชนิดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสารจิงเกอร์รอลในขิงยังมีอานุภาพมากพอจะลดโอกาสติดเชื้อต่าง ๆ ของร่างกายได้โดยเฉพาะหากเราดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวัน สารจิงเกอร์รอลจะต่อสู้กับเชื้อไวรัสโรคหวัดและอาการไข้ได้อย่างเต็มที่ เราก็จะมีสุขภาพที่ดีห่างไกลจากโรคหวัดได้ง่าย ๆ

5. บำรุงรักษาสุขภาพช่องปาก
สารจิงเกอร์รอลของขิงยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพช่องปากด้วยนะคะ โดยมีส่วนช่วยกำจัดเชื้อโรคอันเป็นสาเหตุของโรคเหงือกอักเสบและคราบพลัคในช่องปากเราได้อย่างมีประสิทธิภาพเชียวล่ะ

6. ช่วยลดอาการอักเสบ
ขิงอุดมไปด้วยสารต้านการอักเสบ และสารต้านอนุมูลอิสระก็ค่อนข้างสูงนอกจากนี้ในขิงยังมีสารจิงเกอร์รอล (Gingerol) ซึ่งมีฤทธิ์รุนแรงกว่าแอสไพริน และยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบภายในร่างกาย ดังนั้นหากดื่มน้ำขิงเป็นประจำ ก็จะช่วยป้องกันการอักเสบในร่างกายได้อีกทางหนึ่ง

7. เป็นยาลดอาการปวด
อย่างที่บอกว่าสารจิงเกอร์รอลมีฤทธิ์แรงกว่ายาแอสไพรินซะอีก ซึ่งก็สอดคล้องกับการศึกษาจาก University of Georgia ที่พบว่า การดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวันมีส่วนช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเนื่องจากการออกกำลังกายได้ราว ๆ 25% เลย

8. แก้ปวดประจำเดือน
คุณสมบัติข้อนี้ของขิงเป็นสิ่งที่สาว ๆ ทุกคนคู่ควรอย่างแรง โดยผลการศึกษาจาก University of Georgia พบว่า นอกจากขิงจะช่วยลดอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวได้แล้ว น้ำขิงยังมีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดประจำเดือนของสาว ๆ ได้ราว ๆ 47% เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และอาการท้องเสียที่สาว ๆ บางคนอาจจะเป็นระหว่างวันแดงเดือดได้ด้วย

9. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
การศึกษาใน British Journal of Nutrition ระบุว่า น้ำขิงมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อีกทั้งในน้ำขิงยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย และยังมีสารเคมีธรรมชาติที่ไปช่วยกระตุ้นเอนไซม์กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอรเรส สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่จะชวยลดโอกาสเกิดเซลล์มะเร็งร้ายได้

สำหรับ 9 ประโยชน์ดีๆ จากน้ำขิง ที่เรานำมานั้น ก็ผื่อว่าบทความนี้จะทำให้หลายๆคนที่ไม่ชอบดืมน้ำขิงหันมาดื่มน้ำขิงกัน เพราะน้ำขิงนั้นมีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว

อาหารที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปเอ 

สำหรับคนที่เลือดกรุ๊ปเอ เรียกได้ว่าเป็นนักมังสวิรัติเลยก็ว่าได้ เพราะคนกรุ๊ปเลือดเอจะกินเนื้อสัตว์ได้น้อยที่สุดและต้องกินผักที่สุด เนื่องจากมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำมากและมีความเข้มข้นของเลือดสูง ถ้ากินเนื้อสัตว์บ่อย ๆ จะทำให้เลือดหนืดและไหลเวียนช้า ทำให้เป็นโรคหัวใจได้ และยังมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งและเบาหวาน รวมไปถึงปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ 

สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก การรับประทานมังสวิรัติจะช่วยทำให้เห็นผลได้เร็วมาก แถมยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกด้วย ส่วนการออกกำลังกายให้เน้นออกกำลังกายแบบเบา ๆ ไม่ออกแรงมากนัก เช่น โยคะ และเมื่อมีความเครียดก็แก้ไขได้ด้วยการนั่งสมาธิเป็นประจำ

อาหาร
ควรหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ยกเว้นปลาแซลมอน ปลาทู ปลาค้อด ปลากะพง และปลาซาร์ดีน ที่สามารถกินได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อช่วยเสริมโปรตีน และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาจะละเม็ดและปลาตาเดียว เนื่องจากมีเลกตินสูง จะทำให้เลือดหนืดและไหลเวียนช้า ส่วนโปรตีนควรได้รับจากถั่วเหลืองหรือน้ำนมถั่วเหลืองทดแทนจากเนื้อสัตว์ ส่วนไข่กินได้บางครั้ง ข้าวกล้องหรือซีเรียลกินได้วันละ 1-2 ครั้ง

ผัก
สามารถกินได้ทั้งดิบและสุก โดยเฉพาะบรอกโคลี หอมหัวใหญ่ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง รวมไปถึงแคร์รอต ผักโขม และกระเทียม ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน และฟักทองที่ช่วยเรื่องกรดในกระเพาะอาหาร

ผลไม้
กินผลไม้ได้แทบทุกชนิด ยกเว้น กล้วย แคนตาลูป แตงโม มะม่วง มะละกอ ส้ม เพราะย่อยได้ยาก เป็นตัวขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน และทำให้ระคายเคืองกระเพาะ

เครื่องดื่ม
ที่แนะนำให้ดื่ม คือ ชา กาแฟ และไวน์แดง (แต่กาแฟไม่ควรดื่มเกินวันละ 1 แก้ว) โดยควรดื่มหลังอาหารเท่านั้นเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร เพราะเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มกรด และควรหลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์ โซดา และน้ำอัดลม เพราะจะทำให้มีกรดในกระเพาะมากเกินไป

อาหารที่คนกรุ๊ปเอควรรับประทานบ่อยครั้ง
ปลาแซลมอน, ปลาค้อด, ปลาซาร์ดีน, บรอกโคลี, เซเลอรี่, พาร์สลีย์, ผักโขม, กระเทียม, ขิง, ขมิ้น, หอมหัวใหญ่, หอมเล็ก, เลมอน, สับปะรด, ลูกพลัม, ลูกพรุน, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, น้ำมันมะกอก, ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง, ถั่ววอลนัต, ชาเขียว เป็นต้น

อาหารที่คนกรุ๊ปเอควรงดหรือหลีกเลี่ยง
หมู, เป็ด, แฮม, เบคอน, กุ้งมังกร, ปู, ปลากะตัก, ปลาลิ้นหมา, ปลาดุก, หอยนางรม, หอยแครง, นมและผลิตภัณฑ์จากนม, กะหล่ำปลี, มะระ, มะเขือม่วง, มะเขือเทศ, พริกไทย, จมูกข้าว, ข้าวโพด, มันฝรั่ง, กล้วย, มะม่วง, มะละกอ, มะขาม, มะพร้าว, ส้ม, น้ำมันถั่วเหลือง, เม็ดมะม่วงหิมพานต์, ถั่วพิสตาชิโอ, ถั่วแดง เป็นต้น

เมนูอาหารของคนกรุ๊ปเอ
ข้าวผัดปลาซาร์ดีนต้มยำ, ข้าวจี่กุ้งสับ, ข้าวยำธัญพืช, ยำแซลมอนสดกับกระเทียม, ยำใบชะพลูกุ้งคั่ว, เปาะเปี๊ยะญวนแซลมอน, ฟองเต้าหู้ทอดผัดวุ้นเส้น, พล่าเต้าหู้กรอบ, ซุปเต้าหู้รสจัด, ซุปฟักทอง, ซุปถั่วเขียว, เผือกบดทอดสอดไส้กุ้ง, เต้าหู้อบหม้อดิน, ไก่อบยัดไส้ผักโขมและลูกพรุน, ปลาบดทอดกรอบ, สเต๊กแซลมอนราดซอสเต้าหู้, ถั่วเขียวต้มน้ำตาล, ไอศกรีมนมถั่วเหลืองโฮมเมด, ไอศกรีมน้ำเต้าหู้, ชาเขียวเย็นโซดา, เกรปฟรุตมะนาวสมูทตี้ เป็นต้น

เราก็ได้รู้แล้วว่า อาหารที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปเอ  นั้นมีอะไรบ้าง หากเราเป็นคนเลือดกรุ๊ปเอก็ควรเลือกทานอาหารที่เหมาะกับเลือดของเรา เพราะจะทำให้ร่างกายนั้นมีสุขภาพดีและแข็งแรง

กินลำไยช่วยบำรุงสุขภาพอย่างไรบ้าง

สำหรับ ลำไย นั้นเป็นไม้ที่รสชาติหวานฉ่ำ แต่ก็มักจะได้ยินว่าไม่ควรที่จะกินในปริมาณมากเกินไป เพราะมีความเชื่อกันว่า การกินมากไป จะทำให้เจ็บคอ ร้อนใน หรือตื่นมาตาแฉะในวันรุ่งขึ้น แต่ความเชื่อเชื่อเหล่านี้จะจริงเท็จแค่ไหนกันนะ 

วันนี้เราจึงมีบทความ กินลำไยช่วยบำรุงสุขภาพอย่างไรบ้าง เพื่อมาคลายความข้องใจให้กับทุกคนกัน

1. บรรเทาอาการปวดข้อ
โรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูกหลายโรค เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้อเสื่อม กระดูกพรุน และโรคเก๊าท์ นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพกระดูกแล้วยังเป็นสาเหตุของอาการปวดข้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย งานวิจัยที่ทดสอบกับเซลล์และหนูทดลองชี้ว่าสารสกัดจากเปลือก เนื้อ และผนังของเมล็ดลำไยมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอาการปวด รวมถึงงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากลำไยอาจช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการของโรคข้อต่อและกระดูก ทำให้เชื่อว่าลำไยอาจเป็นอีกตัวเลือกที่นำมาพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านนี้ได้

การศึกษาชิ้นหนึ่งที่ทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่าสารสกัดจากเมล็ดลำไยมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรดยูริกและปฏิกิริยาในกระบวนการสร้างกรดยูริกในเลือด ซึ่งการมีกรดยูริกในปริมาณสูงนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเก๊าท์ตามมาในที่สุด โดยจะก่อให้เกิดการตกผลึกบริเวณข้อต่อ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดบวมตามข้อ และเมื่อทดลองฉีดสารสกัดดังกล่าวให้หนูที่มีกรดยูริกสูงก็ปรากฏผลลัพธ์เช่นเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าสารสกัดเมล็ดลำไยอาจมีสรรพคุณป้องกันโรคนี้

นอกจากนี้ ลำไยอาจเป็นอีกตัวช่วยในการรักษาโรคกระดูกและข้อต่อบางชนิด เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้มีงานวิจัยในเซลล์พบว่าสารสกัดจากผลลำไยมีคุณสมบัติช่วยเปลี่ยนแปลงรูปร่างของกระดูกและอาจใช้เป็นสารที่ช่วยรักษาโรคกระดูกพรุนได้ รวมถึงการศึกษาในกระต่ายที่พบว่าโมเลกุลคาร์โบไฮเดรตจากลำไยอาจมีประโยชน์ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูกในระหว่างการปลูกถ่ายกระดูกอ่อน ซึ่งการปลูกกระดูกอ่อนนี้เป็นวิธีรักษากระดูกอ่อนผิวข้อเสื่อมที่จำเป็นต้องใช้สารช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและเร่งการซ่อมแซมเซลล์กระดูกที่มีราคาสูง หากในภายหน้ามีการทดลองที่พิสูจน์ได้ว่าโมเลกุลคาร์โบไฮเดรตของลำไยมีประสิทธิภาพและปลอดภัยพอที่จะนำมาใช้แทนสารดังกล่าวได้จริงก็นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของลำไยที่มีต่อการป้องกันและรักษาโรคกระดูกหรือข้อต่อในปัจจุบันล้วนไม่ได้ศึกษากับคนโดยตรง จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมกับคนจำนวนมากและมีการออกแบบงานวิจัยอย่างรัดกุมต่อไปเพื่อระบุความน่าเชื่อถือก่อนจะได้รับการยอมรับให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้จริง

2. ลดความเครียด ความกังวล และภาวะซึมเศร้า
ลำไยมีสารบางชนิดที่อาจมีสรรพคุณต้านภาวะซึมเศร้าและปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือกาบา สารสื่อประสาทที่มีอยู่ในสมองของคนเรา ซึ่งนักวิจัยคาดว่าเป็นสารที่ช่วยให้มีอารมณ์ดี รู้สึกสงบ และผ่อนคลายระบบประสาท ระดับของสารกาบาที่ลดต่ำลงอาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคความผิดปกติทางอารมณ์หรือโรควิตกกังวล หลายคนจึงหันมากินอาหารเสริมกาบาเพราะเชื่อว่าจะช่วยคลายความกังวลและทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าสารกาบาจากอาหารเสริมนั้นข้ามผ่านตัวกั้นระหว่างเลือดกับสมองไปได้หรือไม่ ทำให้ไม่อาจยืนยันว่าผู้ที่กินกาบาในรูปแบบอาหารเสริมหรือสารสกัดลำไยจะได้รับประโยชน์จากสารอาหารชนิดนี้

สารอีกชนิดหนึ่งที่พบในลำไยและคาดว่าอาจช่วยต้านภาวะซึมเศร้าเช่นเดียวกันคือกรดแกลลิก โดยจากการทดลองหนึ่งที่ให้หนูซึ่งมีภาวะซึมเศร้าเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดกินกรดแกลลิก พบว่าหนูมีอาการซึมเศร้าและเครียดน้อยลง สันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากการที่กรดแกลลิกนั้นมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยยับยั้งกระบวนการเกิดอนุมูลอิสระในระหว่างที่สมองขาดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะซึมเศร้า

ทั้งนี้ การศึกษาโดยใช้ลำไยหรือสารสกัดจากลำไยโดยตรงนั้นมีไม่มากนักและยังไม่พบการศึกษาในคนที่น่าเชื่อถือ มีเพียงงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทดลองให้หนูที่มีภาวะเครียดกินพืชสมุนไพร 3 ชนิดผสมกัน ได้แก่ ลำไย พลูคาว และพืชในตระกูลกลอย ผลลัพธ์พบว่าหนูมีอาการซึมเศร้าและเครียดน้อยลง แต่ไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลมาจากลำไยหรือพืชอีก 2 ชนิดกันแน่ จึงยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

3. ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
นอกจากภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความผิดปกติทางอารมณ์ ระดับของสารกาบาในสมองที่ต่ำกว่าปกติยังมีความเกี่ยวเนื่องกับปัญหาในการนอน เพราะสารชนิดนี้มีกลไกการทำงานโดยช่วยลดการตื่น ทำให้หลับได้ง่ายและเร็วขึ้น

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทดลองโดยใช้สารสกัดจากเนื้อลำไย พบว่าแม้สารสกัดดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้นอนหลับเร็วขึ้นและเพิ่มระยะเวลาในการนอนหลับโดยตรง แต่เมื่อใช้ควบคู่กับยาเพนโทบาร์บิทอลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยให้นอนหลับของยาดังกล่าว เนื่องจากสารสกัดจากเนื้อลำไยมีคุณสมบัติช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของสารกาบา ทว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ ไม่ได้ให้คนกินสารสกัดจากลำไยจริง ๆ จึงยังเป็นเพียงแนวทางการศึกษาที่ควรมีการต่อยอดศึกษาในคนจำนวนมากต่อไป

4. บำรุงความจำ
ผลลำไยอบแห้งถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรแก้อาการหลงลืมตามตำรับยาแผนโบราณของจีนมาอย่างยาวนาน จนต่อมาเริ่มมีการศึกษาเพื่อพิสูจน์สรรพคุณในด้านนี้ของลำไย การศึกษาชิ้นหนึ่งทดลองให้หนูกินสารสกัดจากผลลำไยเป็นเวลา 14 วัน ปรากฏว่าหนูมีการเรียนรู้และความจำที่ดีขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่าหนูที่มีความบกพร่องทางความจำและการเรียนรู้มีอาการดีขึ้นหลังได้รับสารสกัดจากเมล็ดลำไย ลำไยจึงอาจมีประโยชน์ช่วยในเรื่องความจำตามที่ตำราแพทย์แผนจีนกล่าวไว้ ซึ่งจะนำมาประยุกต์ใช้กับการแพทย์แผนปัจจุบันได้จริงหรือไม่คงต้องมีการพิสูจน์โดยตรงกับคนต่อไปเสียก่อน

ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า ไม่เพียงแต่สรรพคุณด้านการบรรเทาอาการปวดข้อและการเสริมสร้างการทำงานของสมอง ลำไยยังอาจช่วยคลายความเหนื่อยล้าได้ด้วย โดยมีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าหนูที่กินสารสกัดจากเมล็ดลำไยมีอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่าเมื่อไม่ได้กิน ส่งผลให้สามารถว่ายน้ำได้นานยิ่งขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าสารสกัดจากเมล็ดลำไยอาจมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการล้าของร่างกาย แต่ผลการวิจัยเพียงเท่านี้ยังบ่งบอกอะไรไม่ได้มากนัก เพราะเป็นการทดลองในสัตว์ซึ่งมีกลไกการทำงานของร่างกายแตกต่างจากคน ต้องรอให้มีการศึกษาในคนโดยตรงเท่านั้นจึิงจะยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้

กินลำไยรักษาโรค ปลอดภัยหรือไม่
ลำไยเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระและต้านโรคที่ดีหากกินในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องจำกัดน้ำตาลในอาหาร ส่วนการใช้ในรูปแบบอาหารเสริมนั้น ข้อมูลการวิจัยด้านความปลอดภัยเท่าที่มีในปัจจุบันระบุว่าการให้หนูกินสารสกัดจากเมล็ดลำไยต่อเนื่องเป็นเวลา 13 สัปดาห์ไม่ก่อให้เกิดพิษหรืออันตรายต่อตัวหนูแต่อย่างใด ส่วนการกินในระยะเวลานานกว่านั้นยังไม่มีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อความปลอดภัยจึงไม่ควรใช้สารสกัดจากลำไยเป็นเวลานาน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีอาการเจ็บป่วยใด ๆ ก็ตาม

เมื่อเรารู้แล้วว่า กินลำไยช่วยบำรุงสุขภาพอย่างไรบ้าง ก็ควรจะกินในปริมาณที่เหมาะ อย่างไรแล้วต่อให้เป็นของที่มีประโยชน์ แต่กินมากเกิน ก็ย่อมให้โทษได้

บุหรี่ไฟฟ้าให้โทษน้อยกว่าตามที่โฆษณาจริงหรือไม่

สำหรับบุหรี่ไฟฟ้านั้นไม่มีกลิ่นบุหรี่แสบจมูกหรือส่วนประกอบของทาร์ ดูเผิน ๆ แล้วก็เหมือนกับแกดเจ็ตทั่วไป ผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าต่างอ้างว่า บุหรี่ไฟฟ้าดีต่อสุขภาพกว่าการสูบบุหรี่หรือยาสูบทั่วไป บุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลกให้โทษน้อยกว่าตามที่โฆษณาจริงหรือไม่ มาดูกันเลย

บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร
บุหรี่ไฟฟ้าคือ อุปกรณ์ที่ให้ความร้อนแก่ของเหลวที่อุณหภูมิ 100-250 องศาเซลเซียสเพื่อทำให้เกิดแก๊สที่สามารถสูบเข้าไปในร่างกายได้ ของเหลวนี้เรียกกันว่า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า (e-liquid) ซึ่งมีส่วนผสม เช่น โพรพิลีน ไกลคอล กลีเซอรอล นิโคติน และสารแต่งกลิ่นและรสต่าง ๆ เพื่อเลียนแบบการสูบบุหรี่หรือยาสูบ  ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าบางชนิด ผลิตโดยไม่มีส่วนประกอบของนิโคติน และสารอันตรายอื่น ๆ ที่พบได้ในบุหรี่หรือยาสูบทั่วไป (เช่น ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือ แอมโมเนียม ไฮดรอกไซด์)

บุหรี่ไฟฟ้าถูกคิดค้นขึ้นในปี พ.ศ. 2546 ในประเทศจีน โดย นาย Hon Lik เภสัชกร วัย 52 ปี ผู้ชื่นชอบการสูบบุหรี่ี หลังจากนั้น มีการจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2547 และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่นั้นมา

มีปัจจัยหลายอย่างด้วยกันที่ทำให้ผู้คนหันมาเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้า เช่น ราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับบุหรี่ธรรมดา กลิ่นที่ไม่รุนแรงเท่าบุหรี่ทั่วไป การสูบในที่สาธารณะ (ในบางประเทศ) และความเชื่อว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลเสียต่อร่างกายน้อยกว่า และโดยรวมแล้วดีต่อสุขภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับบุหรี่ทั่วไป

เลิกบุหรี่ด้วยการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้หรือไม่
ผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าหลายรายโฆษณาว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้โดยการเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าก่อนแล้วค่อย ๆ เลิกสูบไปเอง เรื่องนี้จริงหรือไม่

มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่โดยการเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ทั่วไปมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งให้ข้อสรุปที่ขัดแย้งกัน งานวิจัยส่วนใหญ่สรุปผลว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ บทความบางชิ้นอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยได้เล็กน้อยเท่านั้น และงานวิจัยอื่น ๆ ระบุว่านอกจากบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้แล้ว ยังทำให้สูบบุหรี่มากขึ้นไปอีก

งานวิจัยเมื่อ พ.ศ. 2560 จากสหรัฐอเมริกา ศึกษาผู้ที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยที่ไม่มีประวัติการสูบบุหรี่หรือยาสูบมาก่อน ซึ่งพบว่าโอกาสที่คนกลุ่มนี้จะหันไปสูบบุหรี่นั้นเพิ่มขึ้น 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ชนิดใด ๆ (ร้อยละ 30 และ ร้อยละ 7.9 ตามลำดับ)

วัยรุ่นฮิตการพ่นควันบุหรี่ไฟฟ้า
ข้อมูลระบุว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในหมู่วัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 11.7 ใน พ.ศ. 2560 เป็นร้อยละ 20.8 ใน พ.ศ. 2561

ในปี พ.ศ. 2551 องค์การอาหารและยาประกาศว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินต้องมีการระบุให้ผู้บริโภคทราบเช่นเดียวกับบุหรี่ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. 2562 องค์การฯ ได้ออกมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และมีการออกคำสั่งควบคุมให้บุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภทต้องได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การอาหารและยาเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบ และต้องได้รับการอนุมัติก่อนออกสู่ท้องตลาด ซึ่งแปลว่าจะไม่มีการจำหน่ายให้กับผู้เยาว์เช่นเดียวกับการห้ามจำหน่ายบุหรี่

รวมทั้งองค์การอาหารและยายังไม่ให้การยอมรับต่อบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า โดยโทษว่าผู้ผลิตต่างมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่นเป็นหลัก มีการทำการตลาดเชิงรุก การจำหน่ายน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ารสและกลิ่นต่าง ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ รวมถึงวิธีการอื่น ๆ อีกมากมาย องค์การอาหารและยากล่าวอีกว่าบริษัทเหล่านี้เลือกใช้การตลาดที่ดุเดือดเพื่อสร้างกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่น ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาต้องทำแผนเพื่อลดการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น มีอีกหลายประเทศที่จัดการกับปัญหาวัยรุ่นสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวดกว่า  เช่น สิงคโปร์ บรูไน และฮ่องกง ที่ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อห้ามจำหน่ายหรือใช้บุหรี่ไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง

แล้วควรทำอย่างไร
ว่ากันว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตรายต่อคนรอบตัว เพราะไม่มีการเผาไหม้ของบุหรี่ที่ปล่อยควันและสารทาร์ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ.2559 การทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบระบุว่าการสูบไอบุหรี่ไฟฟ้ามือสองอาจทำให้มีการสูดเอาอนุภาคนิโคตินที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 100 นาโนเมตรเข้าไป อนุภาคขนาดเล็กอื่น ๆ อาจรวมถึงโลหะหนักที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและปอด หากสูดดมสารระเหยพวกนี้เข้าไปเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดมะเร็งในระบบทางเดินหายใจและภาวะพิษจากโลหะหนัก

คุณจึงควรหลีกเลี่ยงไม่สูบและไม่อยู่ใกล้กับผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือขอให้ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเลี่ยงการสูบบุหรี่ใกล้ตัวคุณ เช่นเดียวกับผู้สูบบุหรี่ทั่วไป

ขณะนี้ข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ามีเพียงข้อมูลเบื้องต้นและการเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้าจำเป็นต้องมีการค้นคว้าวิจัยต่อไป ดังนั้นคุณจึงควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลโฆษณาจากผู้ผลิต เพราะเราเพิ่งจะเริ่มรับรู้ถึงอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้าที่มีต่อผู้สูบและผู้คนรอบข้างเท่านั้น

ความหมายที่ซ่อนอยู่ ทำไมศาลเจ้าญี่ปุ่นต้องมีกระจก

ตามศาลเจ้านิกายชินโตในญี่ปุ่นนั้นมักจะมีกระจกวางอยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย ความจริงแล้ว การมีกระจกตั้งอยู่บริเวณศาลเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยที่คนญี่ปุ่นยังไม่ได้สร้างศาลเจ้าขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว แต่ใช้วิธีสักการะเทพเจ้าตามป่าเขา หรือต้นไม้อยู่เลย

วันนี้เราจึงนำบทความ ความหมายที่ซ่อนอยู่ ทำไมศาลเจ้าญี่ปุ่นต้องมีกระจก มาฝากทุกคนกัน เพื่อจะมีคนที่สงสัยและต้องการคำตอบและยังหาคำตอบนั้นไม่ได้

กระจกในศาลเจ้าในประเทศญี่ปุ่น
ว่ากันด้วยประโยชน์ใช้สอยของกระจกทั่วไปก่อน ตามปกติแล้วเรามักใช้มันในการส่องเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผม รูปร่างของตนเอง หรือส่องเงาสะท้อนต่างๆ เช่นเวลาขับรถ เป็นต้น

ในส่วนของหลักภาษา ก็ว่ากันว่ารากศัพท์ของคำว่า “กระจก” หรือ “鏡” (Kagami) ในภาษาญี่ปุ่นนั้น แปลงมาจากคำว่า “影見” (Kagemi) หรือก็คือการส่องดูเงาของตนเอง ซึ่งในสมัยก่อนจะใช้วิธีส่องดูกับผิวน้ำค่ะ

นอกจากนี้ ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นอย่าง “โคะจิกิ” ยังมีข้อความในลักษณะที่สามารถตีความได้ว่ากระจกนั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของพระเจ้าด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ เพราะต่อมาหนึ่งในสาเหตุที่ศาลเจ้าญี่ปุ่นต้องมีกระจกอยู่ตามศาลเจ้ามากมายขนาดนี้ ก็อาจเป็นเพราะในสมัยปีเมจิที่ 28 ได้มีการประกาศกฎหมายอย่างจริงจัง เกี่ยวกับการสักการะเทพเจ้าโดยใช้กระจกเป็นตัวแทนของทวยเทพ เช่นว่า ให้ใช้กระจกสีเงิน ทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 1 หน่วย (ประมาณ 30 เซนติเมตร) แทนเทพเจ้าบนสวรรค์และจักรพรรดิ ส่วนเทพเจ้าอื่นๆ ให้ใช้กระจกที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 21 เซนติเมตรแทน ด้านหลังสลักชื่อเทพองค์ต่างๆ เป็นต้น

เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับกระจกอย่างชัดเจนขึ้นเช่นนี้ แน่นอนว่าผู้คนต่างปฏิบัติต่อกระจกอย่างระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม และมองกระจกเป็นตัวตนที่ศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นตามไปด้วย

ความหมายที่ซ่อนอยู่ในกระจกที่ศาลเจ้าญี่ปุ่น
อย่างที่หลายคนอาจจะทราบว่า ญี่ปุ่นนั้นมีเทพเจ้าต่างๆ มากมาย ไม่เว้นแม้แต่เทพเจ้าประจำห้องน้ำ หรือว่าสิ่งของชิ้นเล็กชิ้นน้อย และรวมไปถึงยังมีความเชื่อว่าแต่ละคนก็มีเทพเจ้าประจำตัวด้วย

การตั้งกระจกไว้ในบริเวณศาลเจ้า ก็เป็นกุศโลบายหนึ่งที่ต้องการให้ผู้มาสักการะได้ลองมองย้อนกลับไปที่ตัวเองเมื่อมองเห็นกระจก และพึงรำลึกถึงเทพเจ้าประจำตัวด้วยนั่นเองค่ะ

สามารถถ่ายรูปเก็บไว้ได้ไหม
ลำพังชาวญี่ปุ่นทั่วไปที่ไปสักการะตามศาลเจ้า ยังมีความรู้สึกอยากถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันเลย แล้วนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรา ถ้ามีโอกาสได้ไปก็คงอยากจะถ่ายรูปเก็บไว้อยู่แล้วใช่ไหม

น่าเสียดายที่ศาลเจ้าส่วนใหญ่มักขอความร่วมมือไม่ให้ถ่ายภาพกระจก หรือภาพของตัวเราที่สะท้อนในกระจกศาลเจ้า เนื่องด้วยเหตุผลทางความเชื่อค่ะ ซึ่งเราจะสามารถสังเกตได้จากจุดใหญ่ๆ คือ “ป้ายประกาศ” ที่มักจะตั้งไว้ภายในบริเวณศาลเจ้าเอง หรือใช้วิธีสอบถามกับคนของศาลเจ้าก่อนจะดีที่สุด

ดังนั้น หากใครมีโอกาสได้ไปพบเจอกระจกสวยๆ ในศาลเจ้า และอยากจะถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ก่อนอื่นขอให้ลองมองหาป้าย หรือสอบถามดูก่อนนะคะ ไม่แน่ว่าที่ที่เพื่อนๆ ไป อาจจะอนุญาตให้เก็บภาพที่ระลึกได้ก็ได้

แนวปฏิบัติในการถ่ายภาพ หากศาลเจ้าอนุญาต

  1. ในทางความเชื่อ ก็อย่าลืมบอกในใจสักหน่อยว่าจะขอถ่ายภาพที่ระลึกเก็บไว้
  2. ไม่เปิดแฟลชตอนถ่ายรูป
  3. ระมัดระวังไม่ยืนหรือนั่งกีดขวางทางเดิน

ปรับนิสัย เพื่อสุขภาพสมองที่ดีขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น สมองก็ย่อมเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา แต่ถ้าเราดูแลร่างกายให้ดีด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือนิสัยต่าง ๆ เพื่อสุขภาพที่ดี ก็ใช่ว่าสมองจะต้องร่วงโรยไปตามสังขารเสมอไป วันนี้เราจึงมีบทความ ปรับนิสัย เพื่อสุขภาพสมองที่ดีขึ้น มาฝากทุกคนกัน

โดยผลจากการสำรวจของฟินแลนด์ เมื่อปี 2015 พบว่าผู้สูงอายุที่ดูแลสุขภาพของตนเองจนเป็นนิสัย เช่น กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และยังมีกิจกรรมหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จะยังคงคิดอ่านได้คล่องแคล่ว และมีความเสี่ยงในการสูญเสียความทรงจำหรือเป็นโรคสมองเสื่อมที่น้อยลง

ส่วนใหญ่ทุกคนรู้ดีกันอยู่แล้วว่าควรจะดูแลสุขภาพของตนเองอย่างไร แต่อุปสรรคสำคัญอยู่ตรงที่ไม่สามารถทำได้อย่างตลอดรอดฝั่ง โดยมักจะทำได้แค่ช่วงแรก ๆ ที่เริ่มต้นเท่านั้น ก่อนจะพ่ายแพ้ใจตนเองแล้วล้มเลิกไป

แต่ถ้าไม่อยากให้ชีวิตในช่วงบั้นปลายต้องลงเอยด้วยการเป็นอัลไซเมอร์ ก็ต้องเริ่มฝึกนิสัยที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองให้ได้เสียแต่วันนี้ ซึ่ง ดร.Joel Salinas นักประสาทวิทยาจากโรงพยาบาล Massachusetts General Hospital กล่าวไว้ว่ายิ่งดูแลสุขภาพให้เป็นนิสัยได้ยาวนานเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลต่อสุขภาพสมองที่ดีมากขึ้นเท่านั้น!

โดย ดร.Joel Salinas แนะนำว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันสมองเสื่อมได้ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง รวมถึงช่วยลดการทำร้ายสมองจากภาวะไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูงได้

นอกจากนี้ การออกกำลังกายก็ยังไปช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสาร BDNF (Brain- derived Neurotrophic Factor) ที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมเซลล์สมองด้วย ซึ่งคนที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายมาก มักจะมีระดับสาร BDNF ที่มากตามไปด้วย

หากอยากมีสุขภาพสมองที่ดี ควรเริ่มจากการออกกำลังกายให้ติดเป็นนิสัย อย่างน้อยวันละ 20 นาที หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยเลือกกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายในระดับปานกลาง เช่น การเดินเร็ว เป็นต้น

ขณะที่เรื่องอาหารการกินก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมีความเชื่อมโยงกับการทำให้สมองเสื่อมด้วย ซึ่งอาหารที่ดีที่สุดสำหรับสมอง คืออาหารที่ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด โดย ดร.Salinas แนะนำให้กินผลไม้ ผัก และเมล็ดธัญพืชมาก ๆ ขณะที่โปรตีนก็ควรเป็นโปรตีนจากปลาและพืชตระกูลถั่ว และควรเลือกไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันคาโนล่า รวมถึงกินปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3, สตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ และผักสีเขียวอย่างคะน้า ผักโขม หรือบร็อกโคลี่

ส่วนใครที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง ก็ควรปรับเปลี่ยนนิสัยการนอนเสียใหม่ เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งในระหว่างที่เราหลับนั้น สมองจะไปช่วยขจัดโปรตีนอเมลอยด์ส่วนเกิน ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เป็นอัลไซเมอร์ได้นั่นเอง หากคุณอยากมีสุขภาพสมองที่ดี ก็ควรปรับปรุงสะ

ขณะที่ความเครียดก็จะไปกระตุ้นให้สมองปล่อยฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งการปล่อยให้ร่างกายมีระดับคอร์ติซอลสูงเป็นเวลานาน ๆ นั้น จะส่งผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง และทำให้สมองถูกทำลายได้ จนพัฒนาเป็นโรคสมองเสื่อมตามมา

ถ้าอยากแก่ตัวไปอย่างมีสุขภาพดี ยังจดจำเรื่องราวและผู้คนรอบตัวได้ ลองปรับนิสัยในการดูแลตนเองเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็ยังไม่สาย เพื่อสุขภาพสมองที่ดีในวันข้างหน้า