บุหรี่ไฟฟ้าให้โทษน้อยกว่าตามที่โฆษณาจริงหรือไม่

สำหรับบุหรี่ไฟฟ้านั้นไม่มีกลิ่นบุหรี่แสบจมูกหรือส่วนประกอบของทาร์ ดูเผิน ๆ แล้วก็เหมือนกับแกดเจ็ตทั่วไป ผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าต่างอ้างว่า บุหรี่ไฟฟ้าดีต่อสุขภาพกว่าการสูบบุหรี่หรือยาสูบทั่วไป บุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลกให้โทษน้อยกว่าตามที่โฆษณาจริงหรือไม่ มาดูกันเลย

บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร
บุหรี่ไฟฟ้าคือ อุปกรณ์ที่ให้ความร้อนแก่ของเหลวที่อุณหภูมิ 100-250 องศาเซลเซียสเพื่อทำให้เกิดแก๊สที่สามารถสูบเข้าไปในร่างกายได้ ของเหลวนี้เรียกกันว่า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า (e-liquid) ซึ่งมีส่วนผสม เช่น โพรพิลีน ไกลคอล กลีเซอรอล นิโคติน และสารแต่งกลิ่นและรสต่าง ๆ เพื่อเลียนแบบการสูบบุหรี่หรือยาสูบ  ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าบางชนิด ผลิตโดยไม่มีส่วนประกอบของนิโคติน และสารอันตรายอื่น ๆ ที่พบได้ในบุหรี่หรือยาสูบทั่วไป (เช่น ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือ แอมโมเนียม ไฮดรอกไซด์)

บุหรี่ไฟฟ้าถูกคิดค้นขึ้นในปี พ.ศ. 2546 ในประเทศจีน โดย นาย Hon Lik เภสัชกร วัย 52 ปี ผู้ชื่นชอบการสูบบุหรี่ี หลังจากนั้น มีการจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2547 และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่นั้นมา

มีปัจจัยหลายอย่างด้วยกันที่ทำให้ผู้คนหันมาเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้า เช่น ราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับบุหรี่ธรรมดา กลิ่นที่ไม่รุนแรงเท่าบุหรี่ทั่วไป การสูบในที่สาธารณะ (ในบางประเทศ) และความเชื่อว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลเสียต่อร่างกายน้อยกว่า และโดยรวมแล้วดีต่อสุขภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับบุหรี่ทั่วไป

เลิกบุหรี่ด้วยการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้หรือไม่
ผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าหลายรายโฆษณาว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้โดยการเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าก่อนแล้วค่อย ๆ เลิกสูบไปเอง เรื่องนี้จริงหรือไม่

มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่โดยการเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ทั่วไปมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งให้ข้อสรุปที่ขัดแย้งกัน งานวิจัยส่วนใหญ่สรุปผลว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ บทความบางชิ้นอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยได้เล็กน้อยเท่านั้น และงานวิจัยอื่น ๆ ระบุว่านอกจากบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้แล้ว ยังทำให้สูบบุหรี่มากขึ้นไปอีก

งานวิจัยเมื่อ พ.ศ. 2560 จากสหรัฐอเมริกา ศึกษาผู้ที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยที่ไม่มีประวัติการสูบบุหรี่หรือยาสูบมาก่อน ซึ่งพบว่าโอกาสที่คนกลุ่มนี้จะหันไปสูบบุหรี่นั้นเพิ่มขึ้น 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ชนิดใด ๆ (ร้อยละ 30 และ ร้อยละ 7.9 ตามลำดับ)

วัยรุ่นฮิตการพ่นควันบุหรี่ไฟฟ้า
ข้อมูลระบุว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในหมู่วัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 11.7 ใน พ.ศ. 2560 เป็นร้อยละ 20.8 ใน พ.ศ. 2561

ในปี พ.ศ. 2551 องค์การอาหารและยาประกาศว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินต้องมีการระบุให้ผู้บริโภคทราบเช่นเดียวกับบุหรี่ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. 2562 องค์การฯ ได้ออกมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และมีการออกคำสั่งควบคุมให้บุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภทต้องได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การอาหารและยาเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบ และต้องได้รับการอนุมัติก่อนออกสู่ท้องตลาด ซึ่งแปลว่าจะไม่มีการจำหน่ายให้กับผู้เยาว์เช่นเดียวกับการห้ามจำหน่ายบุหรี่

รวมทั้งองค์การอาหารและยายังไม่ให้การยอมรับต่อบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า โดยโทษว่าผู้ผลิตต่างมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่นเป็นหลัก มีการทำการตลาดเชิงรุก การจำหน่ายน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ารสและกลิ่นต่าง ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ รวมถึงวิธีการอื่น ๆ อีกมากมาย องค์การอาหารและยากล่าวอีกว่าบริษัทเหล่านี้เลือกใช้การตลาดที่ดุเดือดเพื่อสร้างกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่น ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาต้องทำแผนเพื่อลดการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น มีอีกหลายประเทศที่จัดการกับปัญหาวัยรุ่นสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวดกว่า  เช่น สิงคโปร์ บรูไน และฮ่องกง ที่ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อห้ามจำหน่ายหรือใช้บุหรี่ไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง

แล้วควรทำอย่างไร
ว่ากันว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตรายต่อคนรอบตัว เพราะไม่มีการเผาไหม้ของบุหรี่ที่ปล่อยควันและสารทาร์ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ.2559 การทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบระบุว่าการสูบไอบุหรี่ไฟฟ้ามือสองอาจทำให้มีการสูดเอาอนุภาคนิโคตินที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 100 นาโนเมตรเข้าไป อนุภาคขนาดเล็กอื่น ๆ อาจรวมถึงโลหะหนักที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและปอด หากสูดดมสารระเหยพวกนี้เข้าไปเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดมะเร็งในระบบทางเดินหายใจและภาวะพิษจากโลหะหนัก

คุณจึงควรหลีกเลี่ยงไม่สูบและไม่อยู่ใกล้กับผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือขอให้ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเลี่ยงการสูบบุหรี่ใกล้ตัวคุณ เช่นเดียวกับผู้สูบบุหรี่ทั่วไป

ขณะนี้ข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ามีเพียงข้อมูลเบื้องต้นและการเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้าจำเป็นต้องมีการค้นคว้าวิจัยต่อไป ดังนั้นคุณจึงควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลโฆษณาจากผู้ผลิต เพราะเราเพิ่งจะเริ่มรับรู้ถึงอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้าที่มีต่อผู้สูบและผู้คนรอบข้างเท่านั้น