สมุนไพรพื้นบ้าน

สูตรสมุนไพรช่วยต้านโควิด 19 ได้

สมุนไพรพื้นบ้าน ถือเป็นยาทางเลือกที่หลายคนใช้ควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน แต่รู้ไหมว่าสมุนไพรไทยก็สามารถช่วยต้านโควิดได้ ในปัจจุบัน คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับสมุนไพรไทยกันมากขึ้น ด้วยสรรพคุณที่โดดเด่น ประกอบราคาไม่แพง และยิ่งช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโรคโควิด 19 ทำให้หลายคนหันมาหาวิธีป้องกันตัวเองด้วยการเลือกใช้สมุนไพรไทย ซึ่งสมุนไพรที่สามารถช่วยป้องกันโควิดและมีแพทย์ออกมาการันตี มีอะไรบ้าง อย่างแรกที่เรานึกถึงหนีไม่พ้น ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรไทยที่แพทย์กระทรวงสาธารณสุขให้การรับรองว่า สามารถช่วยรักษาโรคโควิด 19 ได้ และถูกนำมาใช้ในการแจกให้กับผู้ป่วยควบคู่กับการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัย พบว่า ฟ้าทะลายโจร  มีกลไกต้านไวรัส ป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์, ลดการแบ่งตัวไวรัสภายในเซลล์, เพิ่มภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับไวรัส, ลดการอักเสบที่ปอดจากการติดเชื้อไวรัส

สมุนไพรอย่างที่ 2 ที่แพทย์แนะนำคือ กระชายขาว โดยจากการศึกษาพบกว่า สาร panduratin ของกระชายขาวมีฤทธิ์ในการต้านไวรัสทั้งในระยะก่อนและหลังการติดเชื้อ และยังมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเชื้อเอดส์ ต้านไวรัสไข้เลือดออกในกลุ่ม Flaviviridae family และยับยั้งเชื้อไวรัส picornavirus ซึ่งก่อโรคมือเท้าปาก นอกจากนี้ยังพบว่า ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อีกด้วย

สมุนไพรตัวที่ 3 คือ ขิง ซึ่งมีรสเผ็ดร้อนเป็นสมุนไพรพื้นบ้านมักนำมารับประทานแก้หวัด แต่จากการศึกษาพลว่า สารสำคัญ Zingerol และ Gingerol สามารถแย่งจับกับตำแหน่ง main protease ที่ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้

สมุนไพรตัวที่ 4 คือ มะขามป้อม ซึ่งเป็นยาแก้ไอ ละลายเสมหะ โดยพื้นบ้านใช้รักษาหลอดลมอักเสบ วัณโรคปอด หอบหืด ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยสารสำคัญในมะขามป้อมสามารถจับกับขาโปรตีนของไวรัสโควิด-19 และตัวรับ ACE2 ซึ่งมีบทบาทการผ่านเข้าเซลล์ปอด และยังเข้าจับกับเชื้อในหลายตำแหน่งที่มีผลต่อการยับยั้งการสร้างและการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสได้

สมุนไพรตัวที่ 5 คือ กระเทียม ซึ่งมีฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน เพราะสาร allicin ในกระเทียม มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ป้องกันการหลั่งสาร cytokine ที่ทำให้เกิดการอักเสบ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มแอนติบอดี้ ชนิด immunoglobulin A (IgA) ซึ่งเป็นด่านแรกของภูมิคุ้มกันในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของ B-cell lymphocyte รวมทั้งกระตุ้นการหลั่งของสาร interferon ซึ่งเป็นสารที่สร้างในระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต้านไวรัส

สมุนไพรตัวที่ 6 คือ ขมิ้นชัน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสารสำคัญของขมิ้นชัน และdemethoxycurcumine สามารถแย่งจับกับตำแหน่งของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ที่จะเข้าสู่เซลล์ปอด และตำแหน่งที่มีผลยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสได้และนี่เป็นเพียงตัวอย่างสมุนไพรซึ่งเป็นภูมิปัญญารุ่นต่อรุ่นที่มีการส่งต่อมาถึงปัจจุบัน และยิ่งมีการศึกษาวิจัยก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่าสมุนไพรไทย ก็สามารถต่อยอดจนเป็นที่ยอมรับได้อย่างกว้างขวาง

ยาต้านไวรัส COVID – 19

การรักษาอาการเบื้องต้น

ยาต้านไวรัส COVID – 19  ตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัส COVID – 19 มีการระบาดไปทั่วโลกและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มียารักษาเฉพาะสำหรับการติดเชื้อไวรัส Covid-19 เป็นการรักษาอาการเบื้องต้นเท่านั้นเอง และเป็นการรักษาด้วยยาเดิมที่มีในท้องตลาด พบว่าจากการติดเชื้อจำนวนมากที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ทำให้นักวิทยาศาสตร์นำยาที่มีในโลกกว่า 70,000 ชนิด มาศึกษาวิจัยในหลอดทดลอง จึงพบว่ายาหลาย ๆ ชนิด มีฤทธิ์ในการยับยั้งไวรัส COVID – 19 โดยมีกลไกยับยั้งเชื้อไวรัสที่แตกต่างกัน และได้นำยามากกว่า 1 ชนิดมาใช้ร่วมกันในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส COVID – 19 ในสถานการณ์เร่งด่วนในปัจจุบัน ได้แก่

  • ยาต้านไวรัสเอชไอวีหรือยาต้านไวรัสเอดส์ เช่น lopinavir/ritonavir, darunavir + ritonavir
  • ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ เช่น favipiravir
  • ยาต้านไวรัสอีโบลาร์หรือไวรัสซาร์ เช่น remdesivir
  • ยาต้านมาลาเรีย เช่น chloroquine และ hydroxychloroquine
  • ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น azithromycin
  • ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น tocilizumab
  • ยาสเตียรอยด์ เช่น methylprednisolone
  • ยาถ่ายพยาธิ เช่น ivermectin
  • สารอาหาร เช่น zinc
  • น้ำเลือดที่มีโปรตีนภูมิคุ้มกัน เช่น convalescent plasma

สำหรับการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส COVID -19 ในประเทศไทย ทางกรมการแพทย์ได้เผยแพร่แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยในสถานการณ์ COVID -19 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ โดยกำหนดแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งจัดทำโดย คณะกรรมการกำกับดูแลรักษาโควิด-19 ประกอบด้วย คณะทำงานด้านการรักษาพยาบาลและการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตลอดตามสถานการณ์การรักษา ฉบับปรับปรุงล่าสุด วันที่ 8 เมษายน 2563 มีแนวทางการดูแลรักษาและการใช้ยาต้านไวรัส กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามอาการ 4 กลุ่ม ดังนี้

1) Confirmed case ไม่มีอาการ (asymptomatic) :แนะนำให้นอนโรงพยาบาล หรือในสถานที่รัฐจัดให้ 2-7 วัน เมื่อไม่มีภาวะแทรกซ้อน พิจารณาให้ไปพักต่อที่โรงพยาบาลเฉพาะอย่างน้อย 14 วัน นับจากวันที่เริ่มป่วย หลังจากนั้นให้พักฟื้น และสวมหน้ากากอนามัย ระมัดระวังสุขอนามัย จนครบ 1 เดือน นับจากวันที่เริ่มป่วย

2) Confirmed case with mild symptoms and no risk factor    (ภาพถ่ายรังสีปอดปกติ ที่ไม่มีภาวะเสี่ยง/โรคร่วมสำคัญ)

  •  –  แนะนำให้นอนโรงพยาบาล 2-7 วัน ดูแลรักษาตามอาการ พิจารณาให้ยา 2 ชนิด นาน 5 วัน คือ

ยาต้านมาลาเรีย (chloroquine หรือ hydroxychloroquine) ร่วมกับ ยาต้านไวรัสเอชไอวี (darunavir+ritonavir หรือ loipinavir/ritonarvir) หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (azithromycin)

  •     เมื่ออาการดีขึ้นและผลถ่ายภาพรังสีปอดยังคงปกติ พิจารณาให้ไปพักต่อที่โรงพยาบาลเฉพาะอย่างน้อย 14 วัน นับจากวันเริ่มป่วย หลังจากนั้น แนะนำให้พักฟื้นและสวมหน้ากากอนามัย ระมัดระวังสุขอนามัย จนครบ 1 เดือน นับจากวันที่เริ่มป่วย
  •     หากภาพถ่ายรังสีปอดแย่ลง (progression of infiltration) ให้พิจารณาเพิ่มยา favipiravir เป็นเวลา 5-10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิก

3) Confirmed case with mild symptoms and risk factor  ภาพถ่ายรังสีปอดปกติ แต่มีปัจจัยเสี่ยง/โรคร่วมสำคัญ ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เช่น อายุมากกว่า 60 ปี, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ, โรคไตเรื้อรัง (CKD), โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมโรคหัวใจแต่กำเนิด, โรคหลอดเลือดสมอง, เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้, ภาวะอ้วน (BMI ≥35 กก./ตร.ม.), ตับแข็ง, ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และ lymphocyte น้อยกว่า 1,000 เซลล์/ลบ.มม.

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นตระกูลของไวรัสที่ก่อให้อาการป่วยตั้งแต่โรคไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงโรคที่มีความรุนแรงมาก เช่น โรคระบบทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS-CoV) และโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS-CoV) เป็นต้น ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนในมนุษย์ก่อให้เกิดอาการป่วยระบบทางเดินหายใจในคน และสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ โดยเชื้อไวรัสนี้พบครั้งแรกในการระบาดในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงปลายปี 2019

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เหมือนไวรัสโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางและโรคซาร์สหรือไม่?

ไม่เหมือน เนื่องจากตระกูลโคโรนาไวรัส เป็นสาเหตุการป่วยในคนและในสัตว์ เช่น อูฐ แมว คางค้าว ซึ่งไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ไม่เหมือนกับไวรัสโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (Middle East Respiratory Syndrome: MERS) หอาการของผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีอาการอย่างไร?

A: อาการทั่วไป ได้แก่ อาการระบบทางเดินหายใจ มีไข้ ไอ หายใจถี่ หายใจลำบาก ในกรณีที่อาการรุนแรงมาก อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ปอดออักเสบ ไตวาย หรืออาจเสียชีวิตรือ ไวรัสโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง

การซื้อสินค้าหรือสิ่งของที่มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือไม่?

A: ขณะนี้ยังคงมีข้อจำกัดด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และการแพร่กระจายเชื้อ ดังนั้นจึงใช้ข้อมูลวิชาการของเชื้อไวรัสโคโรนาที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงกัน ซึ่งพบว่าไวรัสโคโรนามีความสามารถในการมีชีวิตอยู่บนผิวสัมผัสได้ไม่ดี จึงมีความเสี่ยงน้อยมากที่จะแพร่กระจายเชื้อไวรัสจากสินค้าหีบห่อหรือสิ่งของ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนการแพร่กระจายเชื้อผ่านทางสินค้านำเข้าจากประเทศจีน และยังไม่พบผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์กับการขนส่งสินค้าแต่อย่างใด

โควิด-19 ส่งผลต่อผู้คนในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง และหายจากโรคได้เองโดยไม่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล

อาการทั่วไปมีดังนี้

มีไข้ ไอแห้ง อ่อนเพลีย อาการที่พบไม่บ่อยนักมีดังนี้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว เจ็บคอ ท้องเสีย ตาแดง ปวดศีรษะ

สูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นและรับรส มีผื่นบนผิวหนัง หรือนิ้วมือนิ้วเท้าเปลี่ยนสี อาการรุนแรงมีดังนี้

หายใจลำบากหรือหายใจถี่ เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก สูญเสียความสามารถในการพูดและเคลื่อนไหว

โปรดเข้ารับการรักษาทันทีหากมีอาการรุนแรง และติดต่อล่วงหน้าก่อนไปพบแพทย์หรือไปสถานพยาบาลเสมอ

ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงและไม่มีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ควรรักษาตัวอยู่ที่บ้าน

โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่ติดเชื้อไวรัสจะแสดงอาการป่วยใน 5-6 วัน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอาจใช้เวลานานถึง 14 วันจึงจะแสดงอาการ

 

 

วัคซีนโควิด-19

วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

วัคซีนโควิด-19 ซิโนแวค เป็นวัคซีนป้องกันโรค covid-19 ยี่ห้อแรกของจีนโดยเริ่มฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ กลุ้มเสี่ยงต่างๆในพื้นที่ควยคุม 13 จังหวัด หลังการฉีดพบผู้มีอาการไม่พึงประสงค์ราว 8 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้ารับวัคซีนทั้งหมด ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับวัคซีนชนิดนี้และตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยวัคซีนโควิดซิโนแวคได้รับอนุมัติใช้แล้วในหลายประเทศ เช่น ตุรกี ยูเครน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว อุรุกวัย เม็กซิโก บราซิล โคลอมเบีย รวมทั้งประเทศไทย

วัคซีนโควิด Sinovac มีประสิทธิภาพแค่ไหน

การทดลองวัคซีนซิโนแวคในจีนยืนยันประสิทธิภาพ 78 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มผู้ป่วยโควิดที่มีอาการไม่รุนแรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการยืนยันประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดยี่ห้อนี้กลับแตกต่างไปในหลายประเทศเช่น บราซิลยืนยันประสิทธิภาพวัคซีนที่ 78 เปอร์เซ็นต์ แต่ล่าสุดประกาศประสิทธิภาพลดลงมาอยู่ที่ 50.38 เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซียยืนยันในประสิทธิภาพวัคซีนที่ 65.3 เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้ถือเป็นผลลัพธ์ที่กว้างมากเมื่อเทียบกับวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ อย่างไรก็ตาม การศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนยังคงต้องรอการเก็บข้อมูลต่อไปอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี ทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพและข้อบ่งใช้ในกลุ่มอายุต่างๆเช่นเดียวกับวัคซีนโควิดยี่ห้ออื่นๆ ที่วัคซีนโควิดซิโนแวคยังไม่สามารถระบุได้ว่า ระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนจะสามารถป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 ได้นานแค่ไหน และต้องกระตุ้นภูมิคุ้มกันซ้ำอีกเมื่อใดองค์การอนามัยโลกประกาศว่า วัคซีนซิโนแวคมีประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้ออยู่ที่ 51%  และยืนยันป้องกันอาการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต 100 เปอร์เซ็นต์

เทคโนโลยีการผลิตและการเก็บรักษา

ทั้งซิโนแวคและซิโนฟาร์มเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (inactivated vaccine) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีดั้งเดิมแบบเดียวกันกับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โปลิโอ และไวรัสตับอักเสบชนิดเชื้อไวรัสโควิดที่อยู่ในเซลล์เพาะเลี้ยง (Vero cell) จะถูกทำให้หมดฤทธิ์หรือตาย จนไม่สามารถแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้อีก ก่อนจะฉีดเข้าไปในร่างกายมนุษย์โดยไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ซากไวรัสเหล่านี้จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนองและผลิตสารแอนติบอดีขึ้นมา เพื่อเตรียมพร้อมต่อสู้กับการติดเชื้อในอนาคต

ข้อควรระวังและผลข้างเคียง

วัคซีนของซิโนฟาร์มนั้นไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุในการฉีด โดยผู้ที่มีวัย 18 ปีขึ้นไปทุกคนสามารถรับวัคซีนชนิดนี้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า การทดสอบวัคซีนซิโนฟาร์มในระยะต่าง ๆ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อมุ่งศึกษาผลที่จะเกิดขึ้นกับคนอายุ 60 ปีขึ้นไป จึงยังไม่มีข้อมูลเรื่องผลข้างเคียงของซิโนฟาร์มต่อกลุ่มผู้สูงวัย และทางองค์การองค์การอนามัยโลกเองมี “ความเชื่อมั่นในระดับต่ำ” ต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนซิโนฟาร์มในกรณีนี้

 

 

สมุนไพรฟ้าทะลายโจร

สรรพคุณฟ้าทะลายโจร

“สมุนไพรฟ้าทะลายโจร” จัดเป็นสมุนไพรที่มีรสขม อยู่ในกลุ่มยาเย็น มีสรรพคุณทางการแพทย์แผนไทย ใช้บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ไอและเจ็บคอ เป็นสมุนไพรที่ได้ถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (บัญชียาจากสมุนไพร) กระทรวงสาธารณสุข ในรูปแบบยาเดี่ยว

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวสมุนไพรฟ้าทะลายโจรกันอย่างแพร่หลาย มีข้อมูลสนับสนุนจากงานวิจัยทางคลินิก พบว่ามีส่วนช่วยรักษาอาการของโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ (acute respiratory tract infection) เช่น อาการไอ อาการเจ็บคอได้ดี ในปี พ.ศ.2555 ได้มีข้อมูลงานวิจัย จากผู้ป่วยจำนวน 807 คน พบว่าผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรอื่นๆ ขนาดรับประทาน 31.5-200 มิลลิกรัม/วัน รับประทานเป็นเวลา 3-10 วัน มีผลช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไอเนื่องจากไข้หวัด (common cold) และอาการอักเสบของระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้

ในมุมมองการเกิดโรคหรืออาการตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยนั้น อาการไข้ ไอ เจ็บคอ เป็นอิทธิพลของธาตุไฟที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้น ทำให้เกิดอาการดังกล่าว เราจึงสามารถใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น (สมุนไพรฟ้าทะลายโจร) เพื่อใช้ในการรักษาอาการที่ส่งผลมาจากอิทธิพลของไฟที่เพิ่มขึ้นได้ พูดง่ายๆคือ ใช้ความเย็น ปรับหรือลดปริมาณความร้อนในร่างกายให้สมดุลนั่นเอง แต่หากใช้ในปริมาณเกินความจำเป็นก็อาจส่งผลทำให้ ร่างกายมีปริมาณความเย็นเกินไป ส่งผลทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมาได้ เช่น อาการชาต่างร่างกาย แขน-ขาอ่อนแรง ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย หรือผื่นแพ้ตามร่างกาย เป็นต้น

การรับประทานยาฟ้าทะลายโจร

ยาฟ้าทะลายโจรมีทั้งแบบแคปซูลและแบบเม็ด ทานวันละ 180 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง ไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 5 วันต่อสัปดาห์ และไม่ควรทานต่อเนื่องเกิน 3 เดือน สำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาฟ้าทะลายโจรควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรซื้อเองตามอินเทอร์เน็ตเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้การใช้ยาฟ้าทะลายโจรสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงยังมีข้อควรระวัง ดังนี้

 

  • ไม่ควรใช้ในสตรีตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
  • หากมีอาการจากการติดเชื้อแบคทีเรียไอ เจ็บคอ มีไข้ หนาวสั่น หรือมีตุ่มหนองในไม่ควรใช้ยาฟ้าทะลายโจร
  • ไม่ควรทานร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาแอสไพริน ยาลดความดัน โคลพิโดเกรล และวาร์ฟาริน
  • ไม่ควรทานเป็นเวลานานกว่ากำหนดเพราะอาจทำให้แขนขาเกิดอาการอ่อนแรง
  • หากมีอาการแพ้ เช่น ผื่นขึ้น หายใจลำบาก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ให้หยุดทานยาฟ้าทะลายโจรทันที
  • หากภายใน 3 วันอาการยังไม่ดีขึ้นควรเข้าพบแพทย์อีกครั้ง

โควิด-19

วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัส โควิด-19

โควิด-19  หรือชื่อเดิมที่เราเรียกว่าไวรัสโคโรนาซึ่งกำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยผู้ติดเชื้อรายที่มีอาการรุนแรงมักมีอาการของโรคปอดอักเสบและอาจอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เป็นที่ทราบกันดีกว่าโรคนี้สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คน ไม่ว่าจะเป็นจากการไอ จาม หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่งของคนที่ติดเชื้อ กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำให้ประชาชน หันมาใช้ช้อนกลางส่วนตัว ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะการใช้ช้อนกลางร่วมกัน นอกจากจะมี วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัส-19 ได้แล้ว อาจกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อโควิด-19 เสียเอง เพราะการเปลี่ยนมือกันจับช้อนคันเดิมวนไปวนมา อาจจะทำให้ช้อนกลางคันนั้น มีความเสี่ยงไม่ต่างการจับราวบันไดในที่สาธารณะเลยทีเดียว หรือถ้าหากการใช้ช้อนกลางส่วนตัว เป็นเรื่องยุ่งยาก อาจจะใช้วิธีการแยกตักกับข้าวให้เสร็จเป็นจาน ๆ เหมือนกับการกินข้าวราดแกง ซึ่งวิธีนี้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน

  • เพื่อป้องกันการติดเชื้อเราสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้ดังต่อไปนี้
  • ใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ อย่างน้อย 30 วินาที หากไม่สะดวกควรใช้แอลกอฮอล์เจลหรือสเปรย์
  • พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8-9 ช.ม.ต่อวัน และเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม เพื่อเสริมภูมิต้านทาน
  • ทานอาหารปรุงสุก สะอาด และใช้ช้อนกลางทุกครั้ง
  • ทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผัก ผลไม้หลากสี รวมถึงอาหารเสริม อาทิ ถั่งเช่า เห็ดหลินจือ วิตามิน C และ E  เป็นต้น
  • เลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง, แออัด และมีคนจำนวนมาก
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ลดความเครียด เพราะความเครียดทำให้การทำงานของภูมิคุ้มกัน (NK Cell Activity) ลดลง
  • ปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อตรวจการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน (NK Cell Activity) ว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่หากพบว่ามีอาการทางระบบหายใจ เช่น ไอ น้ำมูก หอบเหนื่อย และมีไข้ ควรรีบติดต่อขอเข้ารับการตรวจเพื่อรับการรักษาตามขั้นตอนต่อไป
  • ทำความสะอาดสิ่งของต่าง ๆ ที่นำติดตัวออกไปด้วย เช่น กระเป๋า รองเท้า กุญแจ ก่อนเก็บเข้าที่ เนื่องจากเชื้อโรคอาจเกาะอยู่บนพื้นผิวของสิ่งของต่าง ๆ ได้
  • ทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ ด้วยแอลกอฮอล์ก่อนที่จะใช้งาน

ผิวหน้า

การดูแลผิวหน้า ให้ขาวกระจ่างใส สุขภาพดี

ผิวหน้า ของเรานั้นต้องเผชิญทั้งฝุ่นควัน แสงแดด เครื่องสำอาง มลพิษและสิ่งสกปรกต่างๆมากมายในทุกวัน ดังนั้นการทำความสะอาดจึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนการดูแลผิวหน้าที่ต้องทำทุกวันอย่างไม่ควรหลีกเลี่ยง ขั้นตอนและผลิตภัณฑ์สำหรับการทำความสะอาดนั้นจะแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและสถานการณ์ เช่น หากเราแต่งหน้า ก็ควรใช้เมคอัพ รีมูฟเวอร์ ในการเช็ดล้างเครื่องสำอางออกให้หมดก่อนล้างหน้า หากเราหน้าแห้งแพ้ง่าย ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว เพื่อป้องกันไม่ห็หน้าแห้งตึงเกินไปและต้องมาแก้ไขทีหลัง อย่างไรก็ตามควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่มีความเป็นด่างที่สูงเกินไป เนื่องจากความเป็นด่างจะไปชะล้างเอาไขมันตามธรรมชาติของหน้าออกไป ทำให้หน้าเเห้ง หยาบกระด้าง ระคายเคือง และอักเสบได้ง่าย ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่มีค่า pH Balance หรือมีความเป็นกรด-ด่างใกล้เคียงกับสภาพผิวของเราวิธีล้างหน้าที่ดีนั้นเราควรจะล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างเบามือ ไม่รีบ และควรใช้นิ้วนวดเบาๆในลักษณะดันขึ้นเพื่อยกกระชับหน้าไปในตัว หลังการล้างหน้าเราก็ควรใช้ผ้าขนหนูสะอาดซับหน้าให้แห้ง และใช้โทนเนอร์แบบไม่มีแอลกอฮอร์ เพื่อปรับสภาพผิวและเตรียมผิวให้พร้อมก่อนการบำรุงหน้าด้วยผลิตภัณฑ์อื่นต่อไป

การบำรุงผิวหน้า คือ การป้อนสารอาหารและสารบำรุงที่จำเป็นต่อความต้องการของสภาพและสถานการณ์หน้าของเราในช่วงเวลานั้นๆ และโดยส่วนใหญ่หน้าของเรานั้นต้องการการดูแลแก้ไขปัญหาหลากหลายอย่างพร้อมๆกัน เช่น หน้าแห้ง สิว รูขุมขนกว้าง ทำให้เราต้องใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงหน้าหลายอย่าง และเนื่องจากการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงหน้าหลายอย่าง ด้วยลักษณะและความหนักเบาของเนื้อผลิตภัณฑ์ทำให้เกิดการกีดกันการทำงานและทำลายคุณภาพกันเอง ดังนั้นเราควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากเนื้อเบาซึมง่าย ไปจนถึงเนื้อหนักที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบมาก โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. เซรั่มบำรุงหน้า 2. อายครีม 3.ครีมมอยเจอร์ไรเซอร์ 4.สลิปปิ้งมาร์ค(กลางคืน) หรือกันเเดด(กลางวัน) 5. ลิปบาล์ม

ปัจจัยภายนอกที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเสียเกิดเป็นฝ้า กระ ริ้วรอยต่างๆขึ้นมา คือ แสงแดด อากาศแห้ง มลภาวะในอากาศต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถป้องกันได้โดยทาครีมกันแดดที่มีความสามารถในการป้องกันทั้ง UVA และ UVB โดยเลือกให้เหมาะสมกับระยะเวลาที่เราต้องเผชิญกับเเสงแดดและกิจกรรมที่เราทำ ซึ่งเรามีข้อแนะนำง่าย ดังนี้ หากในแต่ละวันเราไม่ได้ทำกิจกรรมกลางเเจ้งที่ต้องโดนเเสงเเดงมาก สามารถเลือกให้ครีมกันแดดที่มี SPF15 PA++ แต่หากวันไหนเราต้องทำกิจกรรมกลางเเจ้งเป็นเวลานานกว่าปกติ ให้เลือกครีมกันเเดดที่มีค่า SPF30 และ PA+++ ขึ้นไป

เห็ดหอม ประโยชน์และสรรพคุณของเห็ดหอม   

เห็ดหอม หรือเห็ดชิตาเกะ เป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่คนนิยมรับประทาน โดยเชื่อว่ามีประโยขน์ต่อสุขภาพ เช่น ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก และอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งได้

เห็ดหอมเป็นเห็ดพื้นเมืองแถบเอเชียตะวันออก โดยดอกเห็ดมีสีน้ำตาลเข้มขนาดประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีแคลอรี่ต่ำ เป็นแหล่งไฟเบอร์ชั้นดี ทั้งยังอุดมไปด้วยเกลือแร่และวิตามินหลากชนิด เช่น กรดโฟลิค กรดอะมิโน ซิลิเนียม สังกะสี วิตามินบี หรือวิตามินดี และยังมีสารประกอบทางชีวภาพอย่างสารอิริตาดีนีน (Eritadenine) สารสเตอรอล (Sterols) สารเบต้ากลูแคน (Beta Glucans) รวมถึงสารเลนทิแนน (Lentinan) ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ คำกล่าวอ้างถึงคุณประโยชน์ด้านต่าง ๆ ของเห็ดหอมนั้นจริงเท็จมากน้อยเพียงใด มีการศึกษาและหลักฐานทางการแพทย์บางส่วนได้พิสูจน์แง่มุมต่าง ๆ ไว้ ดังนี้

กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน สารเบต้ากลูแคนจากเห็ดหอมอาจเป็นสารสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้เกิดการติดเชื้อและช่วยฟื้นฟูร่างกาย เสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จากการศึกษาโดยให้อาสาสมัครที่มีสุขภาพดีจำนวน 52 คน ทั้งเพศหญิงและเพศชายที่มีอายุระหว่าง 21-41 ปี รับประทานเห็ดหอมวันละ 5 หรือ 10 กรัม เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าผู้ทดลองมีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานได้ดีขึ้น สังเกตได้จากการเพิ่มจำนวนและความสามารถของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันซึ่งทำหน้าที่ต้านเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย รวมถึงพบว่ามีการอักเสบในร่างกายลดน้อยลงด้วย

การรับประทานเห็ดหอมเป็นประจำอาจช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่การศึกษานี้ก็เป็นเพียงการศึกษากับผู้ร่วมทดลองจำนวนน้อย และยังเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีด้วย จึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมกับกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ขึ้นและทดลองในผู้ที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ซึ่งทำให้มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออ่อนแอ เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของเห็ดหอมในด้านนี้ก่อนนำไปใช้ประโยชน์จริง

ลดระดับคอเลสเตอรอล เห็ดหอมมีมีสารประกอบสำคัญหลายอย่าง เช่น สารอิริตาดีนีนที่ช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอเลสเตอรอล สารสเตอรอลที่ช่วยยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลในลำไส้ และสารเบต้ากลูแคนที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล หากคอเลสเตอรอลสูงอาจปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด ภาวะหลอดเลือดแข็ง โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคสมองขาดเลือดชั่วคราวได้ ทั้งนี้ มีการศึกษาประสิทธิภาพของเห็ดหอมด้านการลดระดับคอเลสเตอรอลในหนูทดลอง พบว่าสารประกอบของเห็ดหอมนั้นมีประโยชน์ต่อการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และอาจใช้เห็ดหอมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยที่มีคอเลสเตอรอลสูงได้

แม้การศึกษาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีของสารประกอบจากเห็ดหอมในการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด แต่ก็เป็นเพียงการศึกษาในสัตว์ทดลองเท่านั้น จึงจำเป็นต้องศึกษากับมนุษย์เพิ่มเติมต่อไป

เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก เห็ดหอมเป็นพืชชนิดเดียวที่เป็นแหล่งของวิตามินดีจากธรรมชาติ ซึ่งจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูก นอกจากการรับแสงแดดในยามเช้าเพื่อให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีแล้ว เห็ดหอมก็เป็นแหล่งวิตามินดีสำคัญที่เชื่อว่าการรับประทานเห็ดชนิดนี้อาจช่วยรักษาสุขภาพกระดูกได้ จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มสูงขึ้นหลังป้อนอาหารหนูทดลองด้วยเห็ดหอมร่วมกับแคลเซียม ซึ่งช่วยให้กระดูกของหนูทดลองแข็งแรงขึ้น และอาจเป็นผลดีในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษาในหนูทดลอง ยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมกับมนุษย์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของเห็ดหอมในด้านนี้ต่อไป รวมถึงควรศึกษาถึงความปลอดภัยในการบริโภคเห็ดหอมให้ดี ก่อนนำไปใช้เพื่อบำรุงกระดูกและสุขภาพด้านต่าง ๆ

รักษาโรคมะเร็ง เห็ดหอมมีสารเลนทิแนน ซึ่งเป็นพอลิแซ็กคาไรด์ที่มีคุณสมบัติต้านมะเร็งด้วยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว เห็ดหอมอุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลาย หลายคนจึงเชื่อว่าการรับประทานเห็ดหอมอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีและยังเป็นผลดีต่อการรักษาโรคมะเร็งได้ด้วย

โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รับประทานสารสกัดจากเห็ดหอมร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง และช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ทางผู้วิจัยได้แนะนำว่าการใช้สารสกัดจากเห็ดหอมร่วมกับการทำเคมีบำบัดนั้นทั้งปลอดภัย ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยทำงานได้ดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงการทดลองขนาดเล็กที่มีผู้เข้าร่วมการทดลองเพียง 7 คนเท่านั้น และยังทดลองร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด จึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมกับกลุ่มทดลองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เจาะจงการใช้เห็ดหอมเพียงอย่างเดียวเพื่อรักษามะเร็ง หรือเปรียบเทียบกับการรักษามะเร็งรูปแบบอื่น ๆ ด้วย เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของเห็ดหอมในด้านนี้ให้ชัดเจนต่อไป

บริโภคเห็ดหอมอย่างไรให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ
ส่วนใหญ่เห็ดหอมที่วางขายตามท้องตลาดนั้นจะเป็นเห็ดหอมแบบแห้ง ซึ่งควรเลือกซื้อเห็ดหอมที่ดอกหนา มีรอยแตกสีขาวลึกกระจายทั่วดอก และนำไปแช่น้ำร้อนประมาณ 10-15 นาทีจนนุ่มก่อนนำไปปรุงอาหาร ส่วนเห็ดหอมสดก็สามารถหาซื้อได้โดยเลือกซื้อดอกเห็ดที่สดและสะอาดเสมอ

ทั้งนี้ การบริโภค ปรุงสุกในปริมาณที่พอเหมาะนั้นค่อนข้างปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่อาจไม่ปลอดภัยหากรับประทานในปริมาณที่ใช้เป็นยารักษาโรคหรือรับประทานอาหารเสริมเห็ดหอมโดยปราศจากคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งอาจทำให้ปวดท้อง มีอาการแพ้หรือบวมตามผิวหนัง มีเลือดออกผิดปกติ หายใจลำบาก และผิวหนังไวต่อแสงแดด ส่วนการบริโภคเห็ดหอมดิบก็อาจทำให้มีผื่นคันขึ้นตามผิวหนังได้เช่นกัน

ส่วนบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้ ควรบริโภคเห็ดหอมด้วยความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ

  • หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร หลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดหอม เนื่องจากยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของการรับประทานเห็ดหอมในช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงให้นมบุตร
  • ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันต้านตนเอง เช่น โรคปลอกประสาทอักเสบ โรคลูปัส หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ให้หลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดหอม เพราะอาจกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานมากกว่าปกติ และอาจทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้นได้
  • ผู้ป่วยที่มีเซลล์เม็ดเลือดขาวอีโอซิโนฟิลสูงกว่าปกติ (Eosinophilia) ห้ามรับประทานเห็ดหอม เพราะอาจทำให้อาการของโรคแย่ลงกว่าเดิม

ทำความรู้จักกับ ต้นแค และประโยชน์

ต้นแค หรือ ต้นดอกแค เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียหรือในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขามาก ไม่เป็นระเบียบ มีความสูงประมาณ 3-10 เมตร เนื้อไม้อ่อน ที่เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลปนเทา เปลือกหนาและมีรอยขรุขระ แตกเป็นสะเก็ด สามารถเจริญเติบโตได้ทั่วไปในเขตร้อนชื้น เป็นต้นไม้ที่โตเร็ว สามารถปลูกได้ทุกที่ และมักขึ้นตามป่าละเมาะ หัวไร่ปลายนา มีอายุราว ๆ 20 ปี แต่ถ้าเก็บกินใบบ่อย ๆ จะทำให้ต้นมีอายุสั้นลง และต้นแคจะขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด สำหรับในบ้านเราจังหวัดที่มีการปลูกต้นแคเพื่อการค้านั้นก็ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ สุพรรณบุรี และกรุงเทพฯ

ประโยชน์

1. ประโยชน์ของต้นแค นิยมปลูกไว้เป็นรั้วบ้าน ปลูกตามคันนา ริมถนนข้างทาง และปลูกไว้ในบริเวณบ้าน
2.
แคเป็นพืชที่มีจุลินทรีย์ที่ปมราก เมื่อจับกับก๊าซไนโตรเจนในอากาศจะผลิตเป็นปุ๋ยที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ต้นแคจึงเป็นพืชที่ช่วยปรับปรุงดินไปได้ในตัวอีกด้วย
3. ใบใช้เป็นอาหารสัตว์ เลี้ยงโคกระบือได้ดี และเป็นที่ชื่นชอบของโคกระบือ
4. ใช้ไม้ทำเป็นฟืนหรือเชื้อเพลิงได้
5. ลำต้นนิยมนำมาใช้ในการเพาะเลี้ยงเห็ดหูหนูได้ดี
6. ประโยชน์ของดอกแค ฝักอ่อน ยอดอ่อน และใบอ่อน สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย เมนูดอกแค เช่น แกงแค, แกงส้มดอกแค, ดอกแคสอดไส้, ดอกแคห่อกุ้งทอด, แกงเหลืองปลากะพง, แกงจืดดอกแค, ดอกแคชุบแป้งทอด, ดอกแคผัดหมู, ดอกแคผัดกุ้ง, ดอกแคผัดเต้าเจี้ยว, ดอกแคผัดกะเพรา, ยำดอกแค, ส่วนใบอ่อน ยอดอ่อน และฝักอ่อนนำมาลวกจิ้มกินกับน้ำพริกก็ได้ เป็นต้น
7. สำหรับชาวอีสานนิยมนำดอกแคและยอดอ่อนมานึ่งหรือย่าง รับประทานร่วมกับลาบ ก้อย แจ่ว และดอกยังนำมาปรุงเป็นอาหารประเภทอ่อมอีกด้วย
8. บ้านเรานิยมกินดอกและยอดอ่อน แต่สำหรับประเทศอื่น ๆ บางประเทศจะนิยมกินดอกแคสดหรือนำมานึ่งเป็นสลัดผัก ส่วนฝักจะใช้รับประทานเหมือนกับถั่วฝักยาว

คำแนะนำในการรับประทานดอกแค

  • การนำดอกแคมาใช้ทำเป็นอาหาร ต้องเด็ดเอาเกสรสีเหลืองของดอกแคออกก่อน จะช่วยลดความขมหรือทำให้มีรสขมได้ แต่ถ้าไม่กังวลเรื่องความขมก็ไม่ต้องเด็ดออกก็ได้
  • การเลือกซื้อยอดอ่อนและใบอ่อนของแค ควรเลือกเป็นใบสด ไม่ร่วง ส่วนดอกให้เลือกดอกตูมที่กำลังจะบาน ซึ่งยอดอ่อนและใบอ่อนจะหาซื้อได้ทั่วไปในตลาด แต่สำหรับฝักอ่อนค่อนข้างจะหาซื้อยาก ต้องปลูกต้นแคไว้เองจึงจะได้รับประทาน
  • ยอดอ่อนและใบอ่อนของแคนั้น จะมีในช่วงฤดูฝน ส่วนดอกแคจะมีในช่วงต้นฤดูหนาว
  • ดอกแคมีรสเฝื่อน ไม่นิยมรับประทานสด ๆ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การไปลวกโดยใช้เวลาอันสั้นที่สุด
  • การรับประทานดอกแคในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้อาเจียนได้