Category Archives: บทความทั่วไป

ความหมายที่ซ่อนอยู่ ทำไมศาลเจ้าญี่ปุ่นต้องมีกระจก

ตามศาลเจ้านิกายชินโตในญี่ปุ่นนั้นมักจะมีกระจกวางอยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย ความจริงแล้ว การมีกระจกตั้งอยู่บริเวณศาลเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยที่คนญี่ปุ่นยังไม่ได้สร้างศาลเจ้าขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว แต่ใช้วิธีสักการะเทพเจ้าตามป่าเขา หรือต้นไม้อยู่เลย

วันนี้เราจึงนำบทความ ความหมายที่ซ่อนอยู่ ทำไมศาลเจ้าญี่ปุ่นต้องมีกระจก มาฝากทุกคนกัน เพื่อจะมีคนที่สงสัยและต้องการคำตอบและยังหาคำตอบนั้นไม่ได้

กระจกในศาลเจ้าในประเทศญี่ปุ่น
ว่ากันด้วยประโยชน์ใช้สอยของกระจกทั่วไปก่อน ตามปกติแล้วเรามักใช้มันในการส่องเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผม รูปร่างของตนเอง หรือส่องเงาสะท้อนต่างๆ เช่นเวลาขับรถ เป็นต้น

ในส่วนของหลักภาษา ก็ว่ากันว่ารากศัพท์ของคำว่า “กระจก” หรือ “鏡” (Kagami) ในภาษาญี่ปุ่นนั้น แปลงมาจากคำว่า “影見” (Kagemi) หรือก็คือการส่องดูเงาของตนเอง ซึ่งในสมัยก่อนจะใช้วิธีส่องดูกับผิวน้ำค่ะ

นอกจากนี้ ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นอย่าง “โคะจิกิ” ยังมีข้อความในลักษณะที่สามารถตีความได้ว่ากระจกนั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของพระเจ้าด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ เพราะต่อมาหนึ่งในสาเหตุที่ศาลเจ้าญี่ปุ่นต้องมีกระจกอยู่ตามศาลเจ้ามากมายขนาดนี้ ก็อาจเป็นเพราะในสมัยปีเมจิที่ 28 ได้มีการประกาศกฎหมายอย่างจริงจัง เกี่ยวกับการสักการะเทพเจ้าโดยใช้กระจกเป็นตัวแทนของทวยเทพ เช่นว่า ให้ใช้กระจกสีเงิน ทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 1 หน่วย (ประมาณ 30 เซนติเมตร) แทนเทพเจ้าบนสวรรค์และจักรพรรดิ ส่วนเทพเจ้าอื่นๆ ให้ใช้กระจกที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 21 เซนติเมตรแทน ด้านหลังสลักชื่อเทพองค์ต่างๆ เป็นต้น

เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับกระจกอย่างชัดเจนขึ้นเช่นนี้ แน่นอนว่าผู้คนต่างปฏิบัติต่อกระจกอย่างระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม และมองกระจกเป็นตัวตนที่ศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นตามไปด้วย

ความหมายที่ซ่อนอยู่ในกระจกที่ศาลเจ้าญี่ปุ่น
อย่างที่หลายคนอาจจะทราบว่า ญี่ปุ่นนั้นมีเทพเจ้าต่างๆ มากมาย ไม่เว้นแม้แต่เทพเจ้าประจำห้องน้ำ หรือว่าสิ่งของชิ้นเล็กชิ้นน้อย และรวมไปถึงยังมีความเชื่อว่าแต่ละคนก็มีเทพเจ้าประจำตัวด้วย

การตั้งกระจกไว้ในบริเวณศาลเจ้า ก็เป็นกุศโลบายหนึ่งที่ต้องการให้ผู้มาสักการะได้ลองมองย้อนกลับไปที่ตัวเองเมื่อมองเห็นกระจก และพึงรำลึกถึงเทพเจ้าประจำตัวด้วยนั่นเองค่ะ

สามารถถ่ายรูปเก็บไว้ได้ไหม
ลำพังชาวญี่ปุ่นทั่วไปที่ไปสักการะตามศาลเจ้า ยังมีความรู้สึกอยากถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันเลย แล้วนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรา ถ้ามีโอกาสได้ไปก็คงอยากจะถ่ายรูปเก็บไว้อยู่แล้วใช่ไหม

น่าเสียดายที่ศาลเจ้าส่วนใหญ่มักขอความร่วมมือไม่ให้ถ่ายภาพกระจก หรือภาพของตัวเราที่สะท้อนในกระจกศาลเจ้า เนื่องด้วยเหตุผลทางความเชื่อค่ะ ซึ่งเราจะสามารถสังเกตได้จากจุดใหญ่ๆ คือ “ป้ายประกาศ” ที่มักจะตั้งไว้ภายในบริเวณศาลเจ้าเอง หรือใช้วิธีสอบถามกับคนของศาลเจ้าก่อนจะดีที่สุด

ดังนั้น หากใครมีโอกาสได้ไปพบเจอกระจกสวยๆ ในศาลเจ้า และอยากจะถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ก่อนอื่นขอให้ลองมองหาป้าย หรือสอบถามดูก่อนนะคะ ไม่แน่ว่าที่ที่เพื่อนๆ ไป อาจจะอนุญาตให้เก็บภาพที่ระลึกได้ก็ได้

แนวปฏิบัติในการถ่ายภาพ หากศาลเจ้าอนุญาต

  1. ในทางความเชื่อ ก็อย่าลืมบอกในใจสักหน่อยว่าจะขอถ่ายภาพที่ระลึกเก็บไว้
  2. ไม่เปิดแฟลชตอนถ่ายรูป
  3. ระมัดระวังไม่ยืนหรือนั่งกีดขวางทางเดิน

วิธีสังเกตุแบงก์ปลอม มีแบงก์ปลอมในครอบครองทำอย่างไรดี

ในประเทศของเรานั้น มักจะมีข่าวการปลอมแปลงธนบัตรออกมาอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็เนียนมาก กว่าจะจับตัวได้ ก็มีผู้เสียหายมากมายแล้ว แต่หากปลอมแปลงมาไม่เนียน ยังพอจับได้หน้างานก็ดีไป จะได้ไม่มีผู้เสียหาย และไม่มีใครถูกหลอกอีกต่อไป  ฉะนั้น เราจึงมีบทความ วิธีสังเกตุแบงก์ปลอม มีแบงก์ปลอมในครอบครองทำอย่างไรดี มาฝากกัน

จุดสังเกตบนธนบัตรรัฐบาลไทย
เนื่องจากธนบัตรนั้นเป็นเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ลักษณะพิเศษของธนบัตรจึงต้องยากต่อการปลอมแปลง และง่ายต่อการสังเกตตรวจสอบ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้วิธีสังเกตตรวจสอบธนบัตรด้วยวิธีการสัมผัส ยกส่อง และพลิกเอียง ซึ่งจะเป็นวิธีการดูง่าย ๆ โดยที่ไม่ใช้อุปกรณ์

การสัมผัส

  • สัมผัสกระดาษธนบัตร
    ธนบัตรจริงจะทำจากกระดาษที่มีใยฝ้ายเป็นส่วนประกอบหลัก เนื้อกระดาษจะเหนียว แกร่ง ทนทาน และไม่ยุ่ยง่าย เมื่อสัมผัสจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากกระดาษทั่ว ๆ ไป
  • สัมผัสลายพิมพ์เส้นนูน
    ลายพิมพ์ที่เกิดบนธนบัตรจริงนั้นเกิดจากการพิมพ์โดยใช้แม่พิมพ์ที่มีร่องหมึกลึกและใช้แรงกดพิมพ์สูง หมึกพิมพ์จะนูนขึ้นมาจากเนื้อกระดาษ ภาพ ลายเส้นที่ได้จะมีรายละเอียดคมชัด ซึ่งจะใช้ในการพิมพ์พระบรมฉายาทิสลักษณ์, รัฐบาลไทย, ตัวอักษร และตัวเลขแจ้งชนิดราคา เมื่อลูบสัมผัสด้วยปลายนิ้วจะรู้สึกสะดุด

การยกส่อง

  • ยกส่องดูลายน้ำ
    จะเห็นลายน้ำเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อกระดาษ ซึ่งเกิดขึ้นจากขั้นตอนการผลิตกระดาษที่ใช้กรรมวิธีพิเศษ ที่ทำให้เนื้อกระดาษมีความหนาบางไม่เท่ากัน จึงเกิดเป็นภาพตามที่ต้องการ ลายน้ำบนธนบัตรจะเป็นพระบรมฉายาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อยกส่องกับแสงจะเห็นภาพได้อย่างชัดเจนทั้งด้านหน้าและด้านหลังของธนบัตร อีกทั้งยังมีตัวเลขชนิดราคารูปลายไทยที่โปร่งแสงเป็นพิเศษด้วย
  • ยกส่องดูภาพซ้อนทับ
    ภาพซ้อนทับเกิดจากเครื่องพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ภาพทั้งสองด้านได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้ลวดลายที่ออกแบบไว้ในตำแหน่งตรงกันทั้งด้านหน้าและหลังซ้อนทับกันสนิท หรือจะประกอบกันขึ้นเป็นลวดลายหรือภาพที่สมบูรณ์ จะสังเกตได้เมื่อยกธนบัตรขึ้นส่องดูกับแสงสว่าง

การพลิกเอียง

  • พลิกหาตัวเลขแฝง
    บริเวณที่เป็นลายประดิษฐ์ เมื่อเอียงธนบัตรเข้าหาแสงสว่าง จะเห็นตัวเลขแจ้งชนิดราคาแฝงไว้อยู่ในลายประดิษฐ์นั้น
  • พลิกดูหมึกพิมพ์พิเศษ
    บริเวณลายดอกประดิษฐ์ บนธนบัตรชนิดราคา 500 บาท และ 1000 บาท จะพิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์แม่เหล็กสามมิติเปลี่ยนสีได้ โดยภายในจะมีตัวเลขแจ้งชนิดราคา เมื่อพลิกธนบัตรขึ้นลงหรือพลิกซ้ายขวา จะเห็นการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนสลับสี ส่วนชนิดราคา 100 บาท ลายดอกประดิษฐ์ก็จะพิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์พิเศษ เมื่อพลิกธนบัตรไปมาจะเห็นเป็นประกาย
  • พลิกดูแถบสี
    จะเกิดขึ้นในขั้นตอนผลิตกระดาษ ซึ่งจะใช้กรรมวิธีพิเศษที่ฝังแถบพลาสติกขนาดเล็กที่เคลือบด้วยสีโลหะไว้ในเนื้อกระดาษตามแนวตั้ง มีบางส่วนของแถบปรากฏให้เห็นเป็นระยะ และจะเปลี่ยนสีได้เมื่อเปลี่ยนมุมมอง ภายในแถบจะมีตัวเลขและตัวอักษรแจ้งชนิดราคาขนาดเล็ก เมื่อยกธนบัตรส่องดูกับแสงจะมองเห็นและอ่านได้ชัดเจน ทำให้เห็นแถบสีเคลื่อนไหวสลับสีไปมา
  • พลิกดูแถบฟอยล์ภาพ 3 มิติ
    แถบฟอยล์ภาพ 3 มิติจะผนึกไว้ตามแนวตั้ง ภายในเป็นภาพมีมิติ เมื่อพลิกเอียงธนบัตรไปมาจะเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ในแถบฟอยล์เคลื่อนไหวได้ และเปลี่ยนสีสะท้อนแสงวาววับสวยงาม
  • ลักษณะพิเศษภายใต้รังสีเหนือม่วง (แสงแบล็กไลท์)
    เนื่องจากธนบัตรพิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์พิเศษเรืองแสง ทำให้สามารถมองเห็นการเรืองแสงเมื่ออยู่ภายใต้รังสีเหนือม่วง บริเวณลายประดิษฐ์บริเวณกลางธนบัตร ตัวเลขแจ้งชนิดราคา หมวดเลขหมายจะเรืองแสง และเส้นใยที่ฝังในเนื้อกระดาษก็จะเรืองแสงเป็นสีเหลือง แดง และน้ำเงิน

มีแบงก์ปลอมในครอบครองทำอย่างไรดี
ปกติแล้วการสังเกตเงินจะค่อนข้างทำได้ยาก เพราะไม่ค่อยมีใครทำกัน เนื่องจากเป็นสิ่งที่ได้มาแล้วใช้ไป ยิ่งถ้าหากเป็นธนบัตรราคาน้อย ๆ ก็ยิ่งไม่มีใครสนใจจะดู แต่เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดไม่ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจก็ควรต้องตรวจสอบดูก่อน

หากเราใช้จ่ายไปด้วยแบงก์ปลอม โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นแบงก์ปลอมก็อาจไม่มีความผิดอะไร แต่หากตรวจดูแล้ว และก็รู้ว่าเป็นแบงก์ปลอมแน่ ๆ แต่ก็ยังจะใช้ กรณีนี้ถือว่ามีความผิดแน่นอน ดังนั้น เมื่อมีแบงก์ปลอมอยู่ในครอบครอง จะต้องปฏิบัติดังนี้

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นแบงก์ปลอม โดยเฉพาะแบงก์ที่มีราคาสูง
  • จากนั้นแยกออกจากแบงก์จริง แล้วเขียนว่า “ปลอม”
  • ห้ามนำไปใช้จ่ายอีกโดยเด็ดขาด
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • นำไปส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ เพื่อขึ้นบัญชีเป็น “ธนบัตรปลอม”
  • หากจำได้ว่าใครเป็นผู้นำมาใช้ ควรจดจำรูปพรรณสัณฐานให้ดี เพื่อใช้ในการเป็นเบาะแสจับกุม และยืนยันความบริสุทธิ์ให้ตัวเอง
  • หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลได้กับธนาคารแห่งประเทศไทย หมายเลขสายด่วน 1213

เมื่อรู้ วิธีสังเกตุแบงก์ปลอม มีแบงก์ปลอมในครอบครองทำอย่างไรดี แล้ว เมื่อตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ก็อย่าเพิ่งวู่วามทำอะไรลงไป แต่ให้ตรวจสอบให้ดี แล้วทำตามวิธีต่างๆ ที่เราได้แนะนำเอาไว้

ฝันร้าย สัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

การนอนหลับนั้นถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ร่างกายจะได้พักผ่อน และปล่อยวางจากเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญมาทั้งวัน และสิ่งที่เคียงคู่กับการนอนหลับนั่นก็คือความฝัน หากฝันดีก็จะทำให้ยามตื่นนอนกลายเป็นเช้าที่แสนสดใส แต่ถ้าหากฝันร้ายอาจจะทำให้หลับต่อได้ยากขึ้น และยังสามารถส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเรา นอกจากนี้ฝันร้ายยังสามารถบอกถึงปัญหาสุขภาพจิตของเราอีกได้ด้วย

เรื่องของฝันร้าย

ฝันร้าย (nightmare) เป็นภาวะที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ในเชิงลบ ซึ่งเกิดในภาวะการนอนหลับในระยะ REM (rapid eye movement) เป็นช่วงที่กล้ามเนื้อสมองส่วนทาลามัส และซีรีบรัมที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบหน้า การหลั่งน้ำลาย การหายใจหยุดการทำงานลง โดยฝันร้ายมักจะมีภาพลักษณ์ที่ซับซ้อน และเป็นเรื่องยาว ผลจากการฝันร้ายจะทำให้เกิดภาวะความกลัวอย่างรุนแรง หรือมีความวิตกกังวล สมาคมจิตแพทย์อเมริกาได้ให้คำจำกัดความและกำหนดการวินิจฉัยว่า ฝันร้ายมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในวัยเด็ก 10 ขวบขึ้นไป แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ หรือทางสังคมมากนัก แต่หากฝันร้ายเกิดขึ้นบ่อย ๆ กับวัยผู้ใหญ่จะเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

สาเหตุของฝันร้าย

  • ร้อยละ 60 พบว่าสาเหตุของฝันร้ายมาจากความวิตกกังวล และความเครียด
  • การสูญเสียบุคคลที่รัก หรือเกิดความเจ็บปวด
  • ผลข้างเคียงของยา เช่น ยานอนหลับ เป็นต้น
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือสูบบุหรี่มากเกินไป
  • ความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • การรับประทานอาหารที่ย่อยยากก่อนเข้านอน เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เป็นต้น
  • มีปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล

เมื่อฝันร้าย (ไม่) ได้กลายเป็นดี

ฝันร้าย อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพ ดังนี้

  • โรควิตกกังวล ผู้ที่ป่วยเป็นโรควิตกกังวลมักจะเกิดอาการฝันซ้ำ ๆ ความฝันมีลักษณะยาว และละเอียด เนื้อเรื่องอาจจะเป็นเหตุการณ์เดิม ๆ หรืออาจเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ในปัจจุบันก็ได้
  • โรคซึมเศร้า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามักจะฝันถึงสถานที่มืด ๆ น่ากลัว หรือฝันถึงคนตาย อาจปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้ และอาจฝันเห็นหลาย ๆ เรื่องในคืนเดียวกัน
  • ภาวะผิดปกติทางจิตใจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) มักจะฝันถึงเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เคยประสบพบเจอมา มักจะเป็นภาพฉายซ้ำ ๆ และมีจุดจบแบบเดิม บางครั้งอาจเห็นภาพแค่บางส่วน
  • โรคไบโพล่าร์ มักจะเป็นความฝันที่สดใส ละเอียด น่าจดจำ สามารถปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องยาว อาจเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ หรือละครที่ดู

วิธีป้องกันการฝันร้าย

  • ควรหลีกเลี่ยงคาเฟอีน นิโคติน และแอลกอฮอล์ เช่น กาแฟ ชา ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เป็นต้น เพราะอาหารกลุ่มนี้จะมีส่วนผสมเหล่านี้จะส่งผลให้ร่างกายตื่นตัว และนอนหลับได้ยากขึ้น
  • ควรทำกิจกรรมผ่อนคลายก่อนนอน เช่น การพักผ่อนก่อนนอน อาบน้ำอุ่น หรือการอ่านหนังสือจะทำให้สามารถหลับได้ง่ายขึ้น
  • ควบคุมอุณหภูมิห้อง รักษาอุณหภูมิให้ไม่ร้อน หรือเย็นเกินไป เพราะอากาศที่ไม่สบายอาจรบกวนการนอนหลับได้
  • ควรหลีกเลี่ยงการนอนบนเตียงหากยังไม่หลับ ควรหากิจกรรมอื่นทำก่อน เพราะหากนอนไม่หลับจะทำให้เกิดความวิตกกังวลจนยิ่งทำให้นอนไม่หลับ
  • ควรไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับคำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาการนอนไม่หลับอย่างตรงจุด เพราะปัญหาการนอนไม่หลับนั้นสามารถรักษาให้หายได้

ความฝันอาจจะบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพ และหากปล่อยเอาไว้อาจจะรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หากพบว่าตนเองมีปัญหาการนอนหลับควรปรับพฤติกรรม และเข้าพบแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

11 อาการของคนกำลังมีความรัก

     สิ่งที่คนเราปรถานานั้นมีมากมาย แต่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือความรักนั่นเอง เพราะการมีความรักนั้นจะทำให้โลกของเราสดใส จะทำอะไรก็ดูดีไปหมด บางคนอาจถึงขั้นเปลี่ยนไปเลยทีเดียว แต่จะเปลี่ยนไปทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงนั้นก็เป็นอีกเรื่อง แต่ความรักนั้นสามารถทำให้คนเราดีขึ้นได้มากอย่างแน่นอน บางคนเมื่อมีความรักอาจจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ไม่รู้ตัว มาดูกันว่ามีอาการอะไรบ้างนะ

1. ใจลอย ไม่มีสมาธิทำอะไร ถึงแม้ว่าความรักจะมีประโยชน์ แต่ก็มีโทษเหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องทำงานจดจ่ออยู่กับอะไรซักอย่าง แต่เราก็ไม่สามารถทำให้มันดีได้ เพราะในหัวของเรามัวแต่ไปคิดถึงอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา แบบนี้นี่เอง ผู้ใหญ่ถึงห้ามนักห้ามหนาว่าตอนเรียนอยู่ห้ามมีแฟน

2. ดูแลตัวเองมากขึ้น จากที่ชอบแต่งตัวแบบเสื้อตัวกางเกงตัว เดินลากรองเท้าแตะ แคะขี้มูก ดูดลูกชิ้นตลอดทาง แต่พอมีเขาหรือเธอเข้ามาวนเวียนในชีวิตและความคิดเท่านั้นแหละ แทบจะอัพลุคใหม่จนคนรอบข้างจำไม่ได้เลยทีเดียว

3. เริ่มคิดจะเปลี่ยนที่อยู่ คุณเริ่มมีความคิดเรื่องย้ายที่พัก จากที่เคยอยู่คนเดียวก็เริ่มอยากจะเก็บของไปอยู่กับเขาแล้ว และก็เริ่มวางแผนเรื่องเงินอย่างจริงจังอีกด้วย ถ้าไปอยู่กับเขาเราก็ประหยัดลงไปได้อีกนะเนี่ย

4. ไม่ค่อยไปเจอเพื่อน ก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปเจอเพื่อน แต่เวลาที่มีให้มันน้อยลงต่างหาก เพราะต้องเจียดเวลาส่วนตัวไปให้คนพิเศษไงล่ะ

5. กลายเป็นนางร้ายขี้อิจฉาแบบไม่น่าเชื่อ จากที่เคยด่าเคยว่าคนนั้นคนนี้ พอมาเจอกับตัวเองถึงได้รู้ ว่าไอ้ความหึง ความหวงมันจะมาเองโดยที่เราไม่ต้องไปเชิญ พอเห็นเขาสนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ หรือว่าถ่ายรูปคู่กับใครแค่นั้น ก็เก็บเอามาคิดเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว

6. เกิดอาการใจเต้นไม่เป็นจังหวะ คนที่กำลังตกหลุมรักใคร จะมีอาการความดันต่ำกว่าปกติเล็กน้อย เช่นเดียวกับอัตราการเต้นของหัวใจ

7. กลายเป็นคนเรียบร้อยขึ้นมา ไม่ว่าก่อนหน้านี้คุณเคยเป็นคนยังไง แต่พอมีคนๆ นั้นเข้ามาในชีวิต คุณจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะกลายเป็นคนเรียบร้อย ดูสุขุมนุ่มลึกอย่างไม่มีสาเหตุ และเริ่มไม่มั่นใจที่จะให้เขาหรือเธอเจอคุณขณะอยู่ต่อหน้าเพื่อนซะอย่างงั้น…ก็แหม เรื่องจริงบางเรื่องก็ไม่อยากโดนแฉ 

8. เริ่มมีงานอดิเรกใหม่ๆ จากที่เคยเกลียดการวิ่ง จู่ๆก็รักการวิ่งขึ้นมา ก็เพราะมันมีความสุขในการทำอะไรใหม่ๆเสมอไงล่ะ พลังงานมันเหลือล้นเต็มไปหมด

9. ฟังเพลงรักซ้ำๆ แต่ก่อนไม่เคยจะฟังหรอก เพลงรักเลี่ยนก็เลี่ยน แต่จู่ๆก็กลับชอบเพลงรักขึ้นมาเสียเฉยๆ แถมฟังเสียหลายรอบด้วยดิ นี่ไม่ปกติแล้วล่ะ

10. คุณโตขึ้น จากคุณหนุ่มๆที่ไม่อยากจะโกนหนวดโกนเครา หรือสาวๆที่ไม่อยากโกนขนหน้าแข้ง หรือ เฉยๆกับการแต่งตัวสวยๆ จู่ๆก็อยากจะลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยๆหวานๆแบบผู้หญิงผู้หญิงอย่างเขาบ้าง

11. เกิดอาการนอนไม่หลับ สมองฟุ้งซ่านเอาแต่คิดเพ้อถึงใครบางคน คิดเองมโนเองยิ้มเองอยู่คนเดียว เกิดอาการกระสับกระส่าย มีทั้งความสุข ความกลัว ตื่นเต้น ผสมปนเปกันวุ่นวายไปหมด ที่สำคัญก็คือเรื่องทุกเรื่องที่อยู่ในหัว เป็นเรื่องของเขาแทบทั้งหมด

เคล็ดลับการสอนลูกให้เก่งภาษาอังกฤษ โดยไม่ต้องท่องจํา

    หลายๆคนนั้นคงรู้ว่าภาษาอังกฤษนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นภาษาที่สำคัญ และภาษาอังกฤษเป็นทักษะพื้นฐานที่ลูกน้อยควรมี เราเชื่อว่าพ่อแม่ย่อมอยากให้ลูกน้อยเก่งภาษาอังกฤษ เพราะหากได้ฝึกภาษาตั้งแต่เด็ก ก็จะพัฒนาได้เร็วกว่าคนอื่นซึ่งในปัจจุบันมีวิธีที่หลากหลาย จะเห็นว่าพ่อแม่แต่ละครอบครัวต่างมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป บางครอบครัวใช้วิธีเก่งภาษาอังกฤษไม่ต้องท่องจํา บางครอบครัวใช้สื่อการสอนต่างๆ แต่สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรนึกถึงคือต้องไม่ให้ลูกน้อยเครียดจนเกินไป มีความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ วันนี้เราจึงมี เคล็ดลับการสอนลูกให้เก่งภาษาอังกฤษ โดยไม่ต้องท่องจํา  มาฝากกัน

อยากเก่งภาษาอังกฤษ ต้องทํายังไง
    เป็นคำถามยอดฮิตของเหล่าผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกน้อยเก่งภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก เพราเป็นเครื่องมือชี้วัดความสามารถในหน้าที่การงาน เป็นประตูเปิดโอกาสให้กว้างขึ้น มีโอกาสได้ทำงานหลากหลาย และไม่เป็นปัญหาในการสื่อสารกับชาวต่างชาติ

วิธีเก่งภาษาอังกฤษไม่ต้องท่องจำ
    สิ่งสำคัญในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ คือ คำศัพท์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเรียนรู้ภาษา ซึ่งคำศัพท์ในโลกนี้มีมากมาย วิธีการพัฒนาคำศัพท์ให้ลูก มีดังนี้ การเรียนรู้ผ่านสื่อการสอนต่างๆ เช่น การใช้ Flash Card ในการพัฒนาทักษะคำศัพท์ให้กับเด็ก จะทำให้การเรียนรู้คำศัพท์ของลูกสนุกขึ้นมาก และจดจำคำศัพท์ได้ดีกว่าบังคับให้ลูกท่องเพราะ คำศัพท์เป็นบท เพราการใช้ Flash Card เป็นการเรียนรู้ผ่านรูปภาพ คุณพ่อคุณแม่จะนำเสนอเป็นการเล่าเรื่องนิทาน การจับคู่ ก็ย่อมได้ Flash Card มีหลายแบบ เช่น ตัวอักษร สัตว์ สิ่งของ ผัก ผลไม้ เป็นต้น

เก่งภาษาอังกฤษด้วยการดูหนัง
    เคยได้ยินไหม กับประโยคที่ว่า “ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษ ต้องดูหนังฝรั่งบ่อยๆ” สำหรับลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดการ์ตูนให้ลูกดูเป็นภาษาอังกฤษ โดยปล่อยให้ลูกดูไปเรื่อยๆ จะช่วยให้ลูกได้ซึมซับการออกเสียงและการใช้ภาษาอย่างสนุกสนานโดยที่ไม่รู้ตัว แต่สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองควรแบ่งเวลาให้ลูกน้อยได้ดูการ์ตูนไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง ต่อวัน หลีกเลี่ยงการเปิดการ์ตูนที่มีความรุนแรง การใช้กำลัง การใช้อาวุธ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น หลังจากนั้นผู้ปกครองลองให้ลูกน้อยพูดออกเสียงหรือถามคำถามเกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องนั้น เพื่อวัดความเข้าใจในภาษาของลูกน้อย

เก่งภาษาอังกฤษด้วยการร้องเพลง
    การที่คุณพ่อคุณแม่นำเสนอภาษาอังกฤษด้วยการเปิดเพลงให้ลูกน้อยฟัง ด้วยจังหวะที่ง่ายต่อการจดจำ เนื้อเพลงไม่ยาวจนเกินไป ประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ จะช่วยให้ลูกน้อยเกิดความสนุกสนานและจดจำได้ง่ายขึ้น ยิ่งผู้ปกครองมีส่วนรวมในการร้องเพลงกับลูกน้อย จะช่วยส่งเสริมให้เด็กสนุกไปกับเพลงมากยิ่งขึ้น นับเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกน้อยเก่งภาษาอังกฤษได้ง่ายยิ่งขึ้น จะเปิดที่บ้านหรือบนรถเวลาเดินทางก็ย่อมได้

เก่งภาษาอังกฤษด้วยป้ายข้างทางหรือสิ่งของ
    เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยออกไปเที่ยวข้างนอก ไม่ว่าจะเดิน หรือนั่งรถไปไหนมาไหน เรามักจะเห็นป้ายข้างทางต่างๆที่มีภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า สนามกีฬา ป้ายบอกทาง เป็นต้น หรือผู้ปกครองจะหยิบสิ่งของภายในบ้านมาให้ลูกน้อยได้เรียนรู้คำศัพท์ต่างๆ อาจจะเป็นฉลากสิ่งของหรือชื่อสิ่งของให้เด็กๆได้เรียนรู้กัน เช่น ถ้าคุณพ่อคุณแม่เจอ ‘โต๊ะ’ ให้คุณชี้โต๊ะและออกเสียงว่า ‘Table’ เพื่อให้ลูกเข้าใจ หลีกเลี่ยงการสอนว่า ‘Table คือ โต๊ะ’ เมื่อลูกน้อยของคุณเห็นโต๊ะจะได้เข้าใจและนึกถึงว่านื่คือ ‘Table’

เก่งภาษาอังกฤษด้วยคนรอบตัว
    ไม่จำเป็นว่าคุณต้องให้ลูกน้อยอยู่ในแวดวงที่ล้อมไปด้วยคนต่างชาติเสมอไป เพราะเพียงแค่คุณสื่อสารกับลูกน้อยด้วยภาษาอังกฤษ หรือให้ลูกอยู่ท่ามกลางเพื่อนที่พูดภาษาอังกฤษ จะช่วยส่งเสริมทักษะการพูด การฟัง ให้กับลูกน้อยและยังช่วยพัฒนาศักยภาพทางด้านภาษาของลูกน้อยได้มากยิ่งขึ้น เท่านี้ลูกของคุณก็จะเก่งภาษาอังกฤษเพิ่มมากยิ่งขึ้นเลยทีเดียว

ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรนึกถึงเป็นสิ่งสำคัญคือ อย่ากดดันลูก อย่าทำให้เด็กรู้สึกเครียด กังวล ควรหลีกเลี่ยงการบังคับให้เด็กท่องจำในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เมื่อลูกยังไม่เข้าใจในภาษาอังกฤษ ผู้ปกครองอย่าทำโทษลูกด้วยการขู่ หรือให้อดขนม ของเล่น เพราะจะส่งผลให้เด็กต่อต้าน และไม่อยากเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จะทำให้ลูกรู้สึกไม่ดีกับภาษาอังกฤษไปจนเขาเติบโต ถ้าคุณพ่อคุณแม่จะพัฒนาทักษะด้านภาษาให้กับลูกจะเป็นวิธี เก่งภาษาอังกฤษไม่ต้องท่องจํา หรือจะเป็นวิธีเก่งภาษาอังกฤษด้วยการร้องเพลง เป็นต้น คุณสามารถเอาไปปรับใช้กับลูกน้อยให้เขาได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างสนุกสนานและรู้สึกคุ้นเคยทีละนิด เพื่อให้ภาษาเป็นสิ่งที่ง่ายดายสำหรับเขา เพียงเท่านี้ลูกของคุณก็จะเก่งภาษาอังกฤษแล้ว

เคล็ดลับ เตรียมตัวสอบอย่างไรให้ได้เกรดเอ

     สำหรับช่วงใกล้สอบนั้น หลายคนคงกำลังวุ่นวายกับการเตรียมตัวสอบ แต่เราจะเตรียมตัวสอบแบบไหนกันนะ ที่จะช่วยให้เรานั้นสามารถคว้าเกรดเอมาได้ แต่ไม่ว่าวิธีไหนก็คงไม่ง่ายมากนัก หากเราไม่มีพื้นฐานมาก่อน การอยากได้เกรดเอนั้น อย่างน้อยเราก็ต้องมีความขยันร่วมด้วย วันนี้เราจึงมีบทความ เคล็ดลับ เตรียมตัวสอบอย่างไรให้ได้เกรดเอ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่กำลังใกล้สอบแต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มตรงไหนดี

1. ทบทวนเนื้อหาให้เข้าใจก่อนสอบ

     การทบทวนเนื้อหาทั้งหมดให้เข้าใจก่อนสอบ เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะเราจำเป็นที่จะต้องมองเห็นภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมดว่ามีอะไรบ้าง ตรงไหนคือส่วนสำคัญที่สุด ตรงไหนคือส่วนที่เรายังบกพร่อง ยังไม่แม่น ดังนั้นการที่เราได้มีเวลาทบทวนหนังสือทั้งหมดก่อนสอบจะช่วยให้เรานั้นได้มีเวลาสำหรับวางแผนการอ่านหนังสือเตรียมตัวได้นั่นเอง

2. สรุปเนื้อหลังเรียนเสมอ
     
การสรุปเนื้อหาหลังเรียนในแต่ละคาบ หรือแต่ละบทนั้น จะช่วยให้เราสามารถจดจำเนื้อหาได้ดีขึ้น และยังช่วยให้สมองของเราได้จัดระเบียบข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับเข้าไปอีกด้วย

3. รู้จักเก็งข้อสอบ
     
แนวข้อสอบที่อาจารย์ให้เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะช่วยให้เราวางแผนการอ่านหนังสือได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะคนที่มีเวลาน้อย การเก็งข้อสอบจากแนวข้อสอบจึงนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณไม่หลุดโฟกัสในการอ่านหนังสือให้ถูกจุด

4. ทำข้อสอบเก่า
     
การฝึกทำข้อสอบเก่า เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่จะช่วยให้คุณผู้อ่านสามารถฝ่าด่านข้อสอบสุดหินไปได้ เพราะข้อสอบเก่าสามารถบอกแนวการออกข้อสอบของอาจารย์ได้ และยังช่วยให้เราได้ลองฝึกทำโจทย์แบบต่าง ๆ ได้ สามารถทบทวนเนื้อหาไปพร้อมกันได้ทำให้เราได้เห็นข้อผิดพลาดของตัวเองว่ายังบกพร่องตรงไหนและมีเวลาแก้ไขข้อบกพร่องนั้น

5. เตรียมร่างกายให้พร้อม
     
ร่างกายที่พร้อมคืออาวุธอันสำคัญที่จะช่วยให้เรานั้นสามารถทำข้อสอบได้อย่างมีความสุข เพราะหากกายพร้อม ใจพร้อม ทุกอย่างก็สามารถผ่านไปได้โดยง่ายนั่นเองค่ะ เพราะฉะนั้นช่วงสอบอย่าลืมรักษาสุขภาพกายและใจให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอและอย่าเครียดมากเกินไปนั่นเอง