สมุนไพรพื้นบ้าน

สูตรสมุนไพรช่วยต้านโควิด 19 ได้

สมุนไพรพื้นบ้าน ถือเป็นยาทางเลือกที่หลายคนใช้ควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน แต่รู้ไหมว่าสมุนไพรไทยก็สามารถช่วยต้านโควิดได้ ในปัจจุบัน คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับสมุนไพรไทยกันมากขึ้น ด้วยสรรพคุณที่โดดเด่น ประกอบราคาไม่แพง และยิ่งช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโรคโควิด 19 ทำให้หลายคนหันมาหาวิธีป้องกันตัวเองด้วยการเลือกใช้สมุนไพรไทย ซึ่งสมุนไพรที่สามารถช่วยป้องกันโควิดและมีแพทย์ออกมาการันตี มีอะไรบ้าง อย่างแรกที่เรานึกถึงหนีไม่พ้น ฟ้าทะลายโจร สมุนไพรไทยที่แพทย์กระทรวงสาธารณสุขให้การรับรองว่า สามารถช่วยรักษาโรคโควิด 19 ได้ และถูกนำมาใช้ในการแจกให้กับผู้ป่วยควบคู่กับการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัย พบว่า ฟ้าทะลายโจร  มีกลไกต้านไวรัส ป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์, ลดการแบ่งตัวไวรัสภายในเซลล์, เพิ่มภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับไวรัส, ลดการอักเสบที่ปอดจากการติดเชื้อไวรัส

สมุนไพรอย่างที่ 2 ที่แพทย์แนะนำคือ กระชายขาว โดยจากการศึกษาพบกว่า สาร panduratin ของกระชายขาวมีฤทธิ์ในการต้านไวรัสทั้งในระยะก่อนและหลังการติดเชื้อ และยังมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเชื้อเอดส์ ต้านไวรัสไข้เลือดออกในกลุ่ม Flaviviridae family และยับยั้งเชื้อไวรัส picornavirus ซึ่งก่อโรคมือเท้าปาก นอกจากนี้ยังพบว่า ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อีกด้วย

สมุนไพรตัวที่ 3 คือ ขิง ซึ่งมีรสเผ็ดร้อนเป็นสมุนไพรพื้นบ้านมักนำมารับประทานแก้หวัด แต่จากการศึกษาพลว่า สารสำคัญ Zingerol และ Gingerol สามารถแย่งจับกับตำแหน่ง main protease ที่ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้

สมุนไพรตัวที่ 4 คือ มะขามป้อม ซึ่งเป็นยาแก้ไอ ละลายเสมหะ โดยพื้นบ้านใช้รักษาหลอดลมอักเสบ วัณโรคปอด หอบหืด ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยสารสำคัญในมะขามป้อมสามารถจับกับขาโปรตีนของไวรัสโควิด-19 และตัวรับ ACE2 ซึ่งมีบทบาทการผ่านเข้าเซลล์ปอด และยังเข้าจับกับเชื้อในหลายตำแหน่งที่มีผลต่อการยับยั้งการสร้างและการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสได้

สมุนไพรตัวที่ 5 คือ กระเทียม ซึ่งมีฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน เพราะสาร allicin ในกระเทียม มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ป้องกันการหลั่งสาร cytokine ที่ทำให้เกิดการอักเสบ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มแอนติบอดี้ ชนิด immunoglobulin A (IgA) ซึ่งเป็นด่านแรกของภูมิคุ้มกันในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของ B-cell lymphocyte รวมทั้งกระตุ้นการหลั่งของสาร interferon ซึ่งเป็นสารที่สร้างในระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต้านไวรัส

สมุนไพรตัวที่ 6 คือ ขมิ้นชัน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสารสำคัญของขมิ้นชัน และdemethoxycurcumine สามารถแย่งจับกับตำแหน่งของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ที่จะเข้าสู่เซลล์ปอด และตำแหน่งที่มีผลยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสได้และนี่เป็นเพียงตัวอย่างสมุนไพรซึ่งเป็นภูมิปัญญารุ่นต่อรุ่นที่มีการส่งต่อมาถึงปัจจุบัน และยิ่งมีการศึกษาวิจัยก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่าสมุนไพรไทย ก็สามารถต่อยอดจนเป็นที่ยอมรับได้อย่างกว้างขวาง

ยาต้านไวรัส COVID – 19

การรักษาอาการเบื้องต้น

ยาต้านไวรัส COVID – 19  ตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัส COVID – 19 มีการระบาดไปทั่วโลกและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มียารักษาเฉพาะสำหรับการติดเชื้อไวรัส Covid-19 เป็นการรักษาอาการเบื้องต้นเท่านั้นเอง และเป็นการรักษาด้วยยาเดิมที่มีในท้องตลาด พบว่าจากการติดเชื้อจำนวนมากที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ทำให้นักวิทยาศาสตร์นำยาที่มีในโลกกว่า 70,000 ชนิด มาศึกษาวิจัยในหลอดทดลอง จึงพบว่ายาหลาย ๆ ชนิด มีฤทธิ์ในการยับยั้งไวรัส COVID – 19 โดยมีกลไกยับยั้งเชื้อไวรัสที่แตกต่างกัน และได้นำยามากกว่า 1 ชนิดมาใช้ร่วมกันในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส COVID – 19 ในสถานการณ์เร่งด่วนในปัจจุบัน ได้แก่

  • ยาต้านไวรัสเอชไอวีหรือยาต้านไวรัสเอดส์ เช่น lopinavir/ritonavir, darunavir + ritonavir
  • ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ เช่น favipiravir
  • ยาต้านไวรัสอีโบลาร์หรือไวรัสซาร์ เช่น remdesivir
  • ยาต้านมาลาเรีย เช่น chloroquine และ hydroxychloroquine
  • ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น azithromycin
  • ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น tocilizumab
  • ยาสเตียรอยด์ เช่น methylprednisolone
  • ยาถ่ายพยาธิ เช่น ivermectin
  • สารอาหาร เช่น zinc
  • น้ำเลือดที่มีโปรตีนภูมิคุ้มกัน เช่น convalescent plasma

สำหรับการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส COVID -19 ในประเทศไทย ทางกรมการแพทย์ได้เผยแพร่แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยในสถานการณ์ COVID -19 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ โดยกำหนดแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งจัดทำโดย คณะกรรมการกำกับดูแลรักษาโควิด-19 ประกอบด้วย คณะทำงานด้านการรักษาพยาบาลและการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ คณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตลอดตามสถานการณ์การรักษา ฉบับปรับปรุงล่าสุด วันที่ 8 เมษายน 2563 มีแนวทางการดูแลรักษาและการใช้ยาต้านไวรัส กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามอาการ 4 กลุ่ม ดังนี้

1) Confirmed case ไม่มีอาการ (asymptomatic) :แนะนำให้นอนโรงพยาบาล หรือในสถานที่รัฐจัดให้ 2-7 วัน เมื่อไม่มีภาวะแทรกซ้อน พิจารณาให้ไปพักต่อที่โรงพยาบาลเฉพาะอย่างน้อย 14 วัน นับจากวันที่เริ่มป่วย หลังจากนั้นให้พักฟื้น และสวมหน้ากากอนามัย ระมัดระวังสุขอนามัย จนครบ 1 เดือน นับจากวันที่เริ่มป่วย

2) Confirmed case with mild symptoms and no risk factor    (ภาพถ่ายรังสีปอดปกติ ที่ไม่มีภาวะเสี่ยง/โรคร่วมสำคัญ)

  •  –  แนะนำให้นอนโรงพยาบาล 2-7 วัน ดูแลรักษาตามอาการ พิจารณาให้ยา 2 ชนิด นาน 5 วัน คือ

ยาต้านมาลาเรีย (chloroquine หรือ hydroxychloroquine) ร่วมกับ ยาต้านไวรัสเอชไอวี (darunavir+ritonavir หรือ loipinavir/ritonarvir) หรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (azithromycin)

  •     เมื่ออาการดีขึ้นและผลถ่ายภาพรังสีปอดยังคงปกติ พิจารณาให้ไปพักต่อที่โรงพยาบาลเฉพาะอย่างน้อย 14 วัน นับจากวันเริ่มป่วย หลังจากนั้น แนะนำให้พักฟื้นและสวมหน้ากากอนามัย ระมัดระวังสุขอนามัย จนครบ 1 เดือน นับจากวันที่เริ่มป่วย
  •     หากภาพถ่ายรังสีปอดแย่ลง (progression of infiltration) ให้พิจารณาเพิ่มยา favipiravir เป็นเวลา 5-10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิก

3) Confirmed case with mild symptoms and risk factor  ภาพถ่ายรังสีปอดปกติ แต่มีปัจจัยเสี่ยง/โรคร่วมสำคัญ ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ เช่น อายุมากกว่า 60 ปี, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ, โรคไตเรื้อรัง (CKD), โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมโรคหัวใจแต่กำเนิด, โรคหลอดเลือดสมอง, เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้, ภาวะอ้วน (BMI ≥35 กก./ตร.ม.), ตับแข็ง, ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และ lymphocyte น้อยกว่า 1,000 เซลล์/ลบ.มม.

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นตระกูลของไวรัสที่ก่อให้อาการป่วยตั้งแต่โรคไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงโรคที่มีความรุนแรงมาก เช่น โรคระบบทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS-CoV) และโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS-CoV) เป็นต้น ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนในมนุษย์ก่อให้เกิดอาการป่วยระบบทางเดินหายใจในคน และสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ โดยเชื้อไวรัสนี้พบครั้งแรกในการระบาดในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงปลายปี 2019

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เหมือนไวรัสโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางและโรคซาร์สหรือไม่?

ไม่เหมือน เนื่องจากตระกูลโคโรนาไวรัส เป็นสาเหตุการป่วยในคนและในสัตว์ เช่น อูฐ แมว คางค้าว ซึ่งไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ไม่เหมือนกับไวรัสโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (Middle East Respiratory Syndrome: MERS) หอาการของผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 มีอาการอย่างไร?

A: อาการทั่วไป ได้แก่ อาการระบบทางเดินหายใจ มีไข้ ไอ หายใจถี่ หายใจลำบาก ในกรณีที่อาการรุนแรงมาก อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ปอดออักเสบ ไตวาย หรืออาจเสียชีวิตรือ ไวรัสโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง

การซื้อสินค้าหรือสิ่งของที่มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือไม่?

A: ขณะนี้ยังคงมีข้อจำกัดด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และการแพร่กระจายเชื้อ ดังนั้นจึงใช้ข้อมูลวิชาการของเชื้อไวรัสโคโรนาที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงกัน ซึ่งพบว่าไวรัสโคโรนามีความสามารถในการมีชีวิตอยู่บนผิวสัมผัสได้ไม่ดี จึงมีความเสี่ยงน้อยมากที่จะแพร่กระจายเชื้อไวรัสจากสินค้าหีบห่อหรือสิ่งของ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนการแพร่กระจายเชื้อผ่านทางสินค้านำเข้าจากประเทศจีน และยังไม่พบผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์กับการขนส่งสินค้าแต่อย่างใด

โควิด-19 ส่งผลต่อผู้คนในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง และหายจากโรคได้เองโดยไม่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล

อาการทั่วไปมีดังนี้

มีไข้ ไอแห้ง อ่อนเพลีย อาการที่พบไม่บ่อยนักมีดังนี้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว เจ็บคอ ท้องเสีย ตาแดง ปวดศีรษะ

สูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นและรับรส มีผื่นบนผิวหนัง หรือนิ้วมือนิ้วเท้าเปลี่ยนสี อาการรุนแรงมีดังนี้

หายใจลำบากหรือหายใจถี่ เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก สูญเสียความสามารถในการพูดและเคลื่อนไหว

โปรดเข้ารับการรักษาทันทีหากมีอาการรุนแรง และติดต่อล่วงหน้าก่อนไปพบแพทย์หรือไปสถานพยาบาลเสมอ

ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงและไม่มีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ควรรักษาตัวอยู่ที่บ้าน

โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่ติดเชื้อไวรัสจะแสดงอาการป่วยใน 5-6 วัน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอาจใช้เวลานานถึง 14 วันจึงจะแสดงอาการ

 

 

ผิวหน้า

การดูแลผิวหน้า ให้ขาวกระจ่างใส สุขภาพดี

ผิวหน้า ของเรานั้นต้องเผชิญทั้งฝุ่นควัน แสงแดด เครื่องสำอาง มลพิษและสิ่งสกปรกต่างๆมากมายในทุกวัน ดังนั้นการทำความสะอาดจึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนการดูแลผิวหน้าที่ต้องทำทุกวันอย่างไม่ควรหลีกเลี่ยง ขั้นตอนและผลิตภัณฑ์สำหรับการทำความสะอาดนั้นจะแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและสถานการณ์ เช่น หากเราแต่งหน้า ก็ควรใช้เมคอัพ รีมูฟเวอร์ ในการเช็ดล้างเครื่องสำอางออกให้หมดก่อนล้างหน้า หากเราหน้าแห้งแพ้ง่าย ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว เพื่อป้องกันไม่ห็หน้าแห้งตึงเกินไปและต้องมาแก้ไขทีหลัง อย่างไรก็ตามควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่มีความเป็นด่างที่สูงเกินไป เนื่องจากความเป็นด่างจะไปชะล้างเอาไขมันตามธรรมชาติของหน้าออกไป ทำให้หน้าเเห้ง หยาบกระด้าง ระคายเคือง และอักเสบได้ง่าย ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่มีค่า pH Balance หรือมีความเป็นกรด-ด่างใกล้เคียงกับสภาพผิวของเราวิธีล้างหน้าที่ดีนั้นเราควรจะล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างเบามือ ไม่รีบ และควรใช้นิ้วนวดเบาๆในลักษณะดันขึ้นเพื่อยกกระชับหน้าไปในตัว หลังการล้างหน้าเราก็ควรใช้ผ้าขนหนูสะอาดซับหน้าให้แห้ง และใช้โทนเนอร์แบบไม่มีแอลกอฮอร์ เพื่อปรับสภาพผิวและเตรียมผิวให้พร้อมก่อนการบำรุงหน้าด้วยผลิตภัณฑ์อื่นต่อไป

การบำรุงผิวหน้า คือ การป้อนสารอาหารและสารบำรุงที่จำเป็นต่อความต้องการของสภาพและสถานการณ์หน้าของเราในช่วงเวลานั้นๆ และโดยส่วนใหญ่หน้าของเรานั้นต้องการการดูแลแก้ไขปัญหาหลากหลายอย่างพร้อมๆกัน เช่น หน้าแห้ง สิว รูขุมขนกว้าง ทำให้เราต้องใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงหน้าหลายอย่าง และเนื่องจากการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงหน้าหลายอย่าง ด้วยลักษณะและความหนักเบาของเนื้อผลิตภัณฑ์ทำให้เกิดการกีดกันการทำงานและทำลายคุณภาพกันเอง ดังนั้นเราควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากเนื้อเบาซึมง่าย ไปจนถึงเนื้อหนักที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบมาก โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. เซรั่มบำรุงหน้า 2. อายครีม 3.ครีมมอยเจอร์ไรเซอร์ 4.สลิปปิ้งมาร์ค(กลางคืน) หรือกันเเดด(กลางวัน) 5. ลิปบาล์ม

ปัจจัยภายนอกที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเสียเกิดเป็นฝ้า กระ ริ้วรอยต่างๆขึ้นมา คือ แสงแดด อากาศแห้ง มลภาวะในอากาศต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถป้องกันได้โดยทาครีมกันแดดที่มีความสามารถในการป้องกันทั้ง UVA และ UVB โดยเลือกให้เหมาะสมกับระยะเวลาที่เราต้องเผชิญกับเเสงแดดและกิจกรรมที่เราทำ ซึ่งเรามีข้อแนะนำง่าย ดังนี้ หากในแต่ละวันเราไม่ได้ทำกิจกรรมกลางเเจ้งที่ต้องโดนเเสงเเดงมาก สามารถเลือกให้ครีมกันแดดที่มี SPF15 PA++ แต่หากวันไหนเราต้องทำกิจกรรมกลางเเจ้งเป็นเวลานานกว่าปกติ ให้เลือกครีมกันเเดดที่มีค่า SPF30 และ PA+++ ขึ้นไป

วิธีดูแลทำความสะอาดแปรงสีฟัน ไม่ให้มันกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

แปรงสีฟันเป็นอุปกรณ์ทำความสะอาดที่เราใช้ทุกวัน แต่เราอาจจะมองข้ามมันไป อาจจะเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มารู้ตัวอีกทีนี่เราใช้แปรงแสนสกปรกแปรงฟันในปากเราอยู่นี่นา จึงอยากเชิญชวนคุณมาใส่ใจในการดูแลทำความสะอาดแปรงสีฟัน เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้มันกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่ทำให้เราป่วย และเพื่อสุขภาพของคุณ และทุกคนในครอบครัวด้วย

หากคุณสังเกตแปรงสีฟันให้ดีๆ อาจจะต้องตกใจที่แปรงสีฟันของคุณตอนนี้เต็มไปด้วยคราบเหลือง หรือคราบดำอันเป็นสัญญาณให้คุณเปลี่ยนแปรงสีฟัน หรือทำความสะอาดแปรงสีฟันนั้นได้แล้ว เพราะคราบอาหารและยาสีฟันที่ตกอยู่บนแปรงจะเป็นแหล่งอาหารของเชื้อโรคชั้นดีเลยล่ะค่ะ มาดูพร้อมกันค่ะ ว่าเราจะต้องดูแลทำความสะอาดแปรงสีฟันของเราอย่างไรเพื่อแก้ปัญหานี้

1. เก็บแปรงสีฟันในที่ที่อากาศถ่ายเท
คุณควรเลือกเก็บแปรงสีฟันในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงการเก็บแปรงสีฟันที่ยังไม่แห้งดีในปลอกปิด หรือกระเป๋าพลาสติก เพราะแบคทีเรียจะเจริญได้ดีในที่ชื้น นอกจากนี้ พยายามเก็บแปรงสีฟันให้อยู่ไกลจากโถส้วมให้มากที่สุด

2. ทำความสะอาดแปรงสีฟันให้ถูกวิธี
หลังแปรงฟันทุกครั้ง แนะนำให้ล้างทำความสะอาดแปรงสีฟันด้วยน้ำประปา โดยให้ดูว่าล้างสะอาด ไม่เหลือยาสีฟันและคราบอาหารบนแปรง จากนั้นให้สะบัดน้ำออกก่อนจะเอาเข้าเก็บ

3. เสียบแปรงสีฟันให้ถูกวิธี
ควรเลือกเก็บยาสีฟันโดยเสียบในแนวตั้ง ให้ด้านขนแปรงอยู่ข้างบนเสมอ และไม่ควรเก็บแปรงสีฟันรวมกันหลายๆ อัน เพราะอาจจะทำให้เชื้อโรคติดกันได้ ควรเลือกที่เสียบแปรงสีฟันที่มีช่องส่วนตัวของแต่ละคนโดยเฉพาะจะดีกว่า

4. ฆ่าเชื้อโรคสม่ำเสมอ
ระหว่างที่แปรงสีฟันยังไม่หมดอายุ แนะนำให้คุณหมั่นทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยอาจใช้วิธีต่อไปนี้ค่ะ

5. เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 2-3 เดือน
โดยปกติแล้ว ทันตแพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 2-3 เดือน ยกเว้นแต่ว่า คุณป่วยเป็นหวัด หรือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ ให้เปลี่ยนแปรงสีฟันทันทีหลังจากหายจากอาการป่วย

  • ฆ่าเชื้อโรคด้วยการลวกแปรงสีฟันในน้ำร้อน
  • บีบน้ำมะนาวลงบนแปรง ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก
  • แช่แปรงสีฟันในน้ำสบู่แล้วล้างออก โดยใช้หวีเขี่ยเอาคราบสกปรกออกไป

เพื่อสุขอนามัยของคุณและทุกคนในบ้าน แก้ปัญหาเชื้อโรคเกาะแปรงสีฟัน อย่าลืมทำตามคำแนะนำนี้อย่างสม่ำเสมอ สำหรับคุณแม่ที่มีลูกน้อย อาจต้องคอยช่วยเด็กๆ ดูแลแปรงสีฟันของพวกเขาด้วย ก่อนที่แปรงสีฟันจะกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคที่ทำให้เด็กๆ ไม่สบาย

บุหรี่ไฟฟ้าให้โทษน้อยกว่าตามที่โฆษณาจริงหรือไม่

สำหรับบุหรี่ไฟฟ้านั้นไม่มีกลิ่นบุหรี่แสบจมูกหรือส่วนประกอบของทาร์ ดูเผิน ๆ แล้วก็เหมือนกับแกดเจ็ตทั่วไป ผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าต่างอ้างว่า บุหรี่ไฟฟ้าดีต่อสุขภาพกว่าการสูบบุหรี่หรือยาสูบทั่วไป บุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลกให้โทษน้อยกว่าตามที่โฆษณาจริงหรือไม่ มาดูกันเลย

บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร
บุหรี่ไฟฟ้าคือ อุปกรณ์ที่ให้ความร้อนแก่ของเหลวที่อุณหภูมิ 100-250 องศาเซลเซียสเพื่อทำให้เกิดแก๊สที่สามารถสูบเข้าไปในร่างกายได้ ของเหลวนี้เรียกกันว่า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า (e-liquid) ซึ่งมีส่วนผสม เช่น โพรพิลีน ไกลคอล กลีเซอรอล นิโคติน และสารแต่งกลิ่นและรสต่าง ๆ เพื่อเลียนแบบการสูบบุหรี่หรือยาสูบ  ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าบางชนิด ผลิตโดยไม่มีส่วนประกอบของนิโคติน และสารอันตรายอื่น ๆ ที่พบได้ในบุหรี่หรือยาสูบทั่วไป (เช่น ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือ แอมโมเนียม ไฮดรอกไซด์)

บุหรี่ไฟฟ้าถูกคิดค้นขึ้นในปี พ.ศ. 2546 ในประเทศจีน โดย นาย Hon Lik เภสัชกร วัย 52 ปี ผู้ชื่นชอบการสูบบุหรี่ี หลังจากนั้น มีการจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2547 และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่นั้นมา

มีปัจจัยหลายอย่างด้วยกันที่ทำให้ผู้คนหันมาเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้า เช่น ราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับบุหรี่ธรรมดา กลิ่นที่ไม่รุนแรงเท่าบุหรี่ทั่วไป การสูบในที่สาธารณะ (ในบางประเทศ) และความเชื่อว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลเสียต่อร่างกายน้อยกว่า และโดยรวมแล้วดีต่อสุขภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับบุหรี่ทั่วไป

เลิกบุหรี่ด้วยการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้หรือไม่
ผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าหลายรายโฆษณาว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้โดยการเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าก่อนแล้วค่อย ๆ เลิกสูบไปเอง เรื่องนี้จริงหรือไม่

มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่โดยการเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ทั่วไปมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งให้ข้อสรุปที่ขัดแย้งกัน งานวิจัยส่วนใหญ่สรุปผลว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ บทความบางชิ้นอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยได้เล็กน้อยเท่านั้น และงานวิจัยอื่น ๆ ระบุว่านอกจากบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้แล้ว ยังทำให้สูบบุหรี่มากขึ้นไปอีก

งานวิจัยเมื่อ พ.ศ. 2560 จากสหรัฐอเมริกา ศึกษาผู้ที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยที่ไม่มีประวัติการสูบบุหรี่หรือยาสูบมาก่อน ซึ่งพบว่าโอกาสที่คนกลุ่มนี้จะหันไปสูบบุหรี่นั้นเพิ่มขึ้น 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ชนิดใด ๆ (ร้อยละ 30 และ ร้อยละ 7.9 ตามลำดับ)

วัยรุ่นฮิตการพ่นควันบุหรี่ไฟฟ้า
ข้อมูลระบุว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในหมู่วัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 11.7 ใน พ.ศ. 2560 เป็นร้อยละ 20.8 ใน พ.ศ. 2561

ในปี พ.ศ. 2551 องค์การอาหารและยาประกาศว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินต้องมีการระบุให้ผู้บริโภคทราบเช่นเดียวกับบุหรี่ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. 2562 องค์การฯ ได้ออกมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และมีการออกคำสั่งควบคุมให้บุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภทต้องได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การอาหารและยาเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบ และต้องได้รับการอนุมัติก่อนออกสู่ท้องตลาด ซึ่งแปลว่าจะไม่มีการจำหน่ายให้กับผู้เยาว์เช่นเดียวกับการห้ามจำหน่ายบุหรี่

รวมทั้งองค์การอาหารและยายังไม่ให้การยอมรับต่อบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า โดยโทษว่าผู้ผลิตต่างมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่นเป็นหลัก มีการทำการตลาดเชิงรุก การจำหน่ายน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ารสและกลิ่นต่าง ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ รวมถึงวิธีการอื่น ๆ อีกมากมาย องค์การอาหารและยากล่าวอีกว่าบริษัทเหล่านี้เลือกใช้การตลาดที่ดุเดือดเพื่อสร้างกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่น ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาต้องทำแผนเพื่อลดการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น มีอีกหลายประเทศที่จัดการกับปัญหาวัยรุ่นสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวดกว่า  เช่น สิงคโปร์ บรูไน และฮ่องกง ที่ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อห้ามจำหน่ายหรือใช้บุหรี่ไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง

แล้วควรทำอย่างไร
ว่ากันว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตรายต่อคนรอบตัว เพราะไม่มีการเผาไหม้ของบุหรี่ที่ปล่อยควันและสารทาร์ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ.2559 การทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบระบุว่าการสูบไอบุหรี่ไฟฟ้ามือสองอาจทำให้มีการสูดเอาอนุภาคนิโคตินที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 100 นาโนเมตรเข้าไป อนุภาคขนาดเล็กอื่น ๆ อาจรวมถึงโลหะหนักที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและปอด หากสูดดมสารระเหยพวกนี้เข้าไปเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดมะเร็งในระบบทางเดินหายใจและภาวะพิษจากโลหะหนัก

คุณจึงควรหลีกเลี่ยงไม่สูบและไม่อยู่ใกล้กับผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือขอให้ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเลี่ยงการสูบบุหรี่ใกล้ตัวคุณ เช่นเดียวกับผู้สูบบุหรี่ทั่วไป

ขณะนี้ข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ามีเพียงข้อมูลเบื้องต้นและการเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้าจำเป็นต้องมีการค้นคว้าวิจัยต่อไป ดังนั้นคุณจึงควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลโฆษณาจากผู้ผลิต เพราะเราเพิ่งจะเริ่มรับรู้ถึงอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้าที่มีต่อผู้สูบและผู้คนรอบข้างเท่านั้น

ปรับนิสัย เพื่อสุขภาพสมองที่ดีขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น สมองก็ย่อมเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา แต่ถ้าเราดูแลร่างกายให้ดีด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือนิสัยต่าง ๆ เพื่อสุขภาพที่ดี ก็ใช่ว่าสมองจะต้องร่วงโรยไปตามสังขารเสมอไป วันนี้เราจึงมีบทความ ปรับนิสัย เพื่อสุขภาพสมองที่ดีขึ้น มาฝากทุกคนกัน

โดยผลจากการสำรวจของฟินแลนด์ เมื่อปี 2015 พบว่าผู้สูงอายุที่ดูแลสุขภาพของตนเองจนเป็นนิสัย เช่น กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และยังมีกิจกรรมหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จะยังคงคิดอ่านได้คล่องแคล่ว และมีความเสี่ยงในการสูญเสียความทรงจำหรือเป็นโรคสมองเสื่อมที่น้อยลง

ส่วนใหญ่ทุกคนรู้ดีกันอยู่แล้วว่าควรจะดูแลสุขภาพของตนเองอย่างไร แต่อุปสรรคสำคัญอยู่ตรงที่ไม่สามารถทำได้อย่างตลอดรอดฝั่ง โดยมักจะทำได้แค่ช่วงแรก ๆ ที่เริ่มต้นเท่านั้น ก่อนจะพ่ายแพ้ใจตนเองแล้วล้มเลิกไป

แต่ถ้าไม่อยากให้ชีวิตในช่วงบั้นปลายต้องลงเอยด้วยการเป็นอัลไซเมอร์ ก็ต้องเริ่มฝึกนิสัยที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองให้ได้เสียแต่วันนี้ ซึ่ง ดร.Joel Salinas นักประสาทวิทยาจากโรงพยาบาล Massachusetts General Hospital กล่าวไว้ว่ายิ่งดูแลสุขภาพให้เป็นนิสัยได้ยาวนานเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลต่อสุขภาพสมองที่ดีมากขึ้นเท่านั้น!

โดย ดร.Joel Salinas แนะนำว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันสมองเสื่อมได้ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง รวมถึงช่วยลดการทำร้ายสมองจากภาวะไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูงได้

นอกจากนี้ การออกกำลังกายก็ยังไปช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสาร BDNF (Brain- derived Neurotrophic Factor) ที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมเซลล์สมองด้วย ซึ่งคนที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายมาก มักจะมีระดับสาร BDNF ที่มากตามไปด้วย

หากอยากมีสุขภาพสมองที่ดี ควรเริ่มจากการออกกำลังกายให้ติดเป็นนิสัย อย่างน้อยวันละ 20 นาที หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยเลือกกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายในระดับปานกลาง เช่น การเดินเร็ว เป็นต้น

ขณะที่เรื่องอาหารการกินก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมีความเชื่อมโยงกับการทำให้สมองเสื่อมด้วย ซึ่งอาหารที่ดีที่สุดสำหรับสมอง คืออาหารที่ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด โดย ดร.Salinas แนะนำให้กินผลไม้ ผัก และเมล็ดธัญพืชมาก ๆ ขณะที่โปรตีนก็ควรเป็นโปรตีนจากปลาและพืชตระกูลถั่ว และควรเลือกไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันคาโนล่า รวมถึงกินปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3, สตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ และผักสีเขียวอย่างคะน้า ผักโขม หรือบร็อกโคลี่

ส่วนใครที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง ก็ควรปรับเปลี่ยนนิสัยการนอนเสียใหม่ เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งในระหว่างที่เราหลับนั้น สมองจะไปช่วยขจัดโปรตีนอเมลอยด์ส่วนเกิน ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เป็นอัลไซเมอร์ได้นั่นเอง หากคุณอยากมีสุขภาพสมองที่ดี ก็ควรปรับปรุงสะ

ขณะที่ความเครียดก็จะไปกระตุ้นให้สมองปล่อยฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งการปล่อยให้ร่างกายมีระดับคอร์ติซอลสูงเป็นเวลานาน ๆ นั้น จะส่งผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง และทำให้สมองถูกทำลายได้ จนพัฒนาเป็นโรคสมองเสื่อมตามมา

ถ้าอยากแก่ตัวไปอย่างมีสุขภาพดี ยังจดจำเรื่องราวและผู้คนรอบตัวได้ ลองปรับนิสัยในการดูแลตนเองเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็ยังไม่สาย เพื่อสุขภาพสมองที่ดีในวันข้างหน้า