เห็ดหอม ประโยชน์และสรรพคุณของเห็ดหอม   

เห็ดหอม หรือเห็ดชิตาเกะ เป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่คนนิยมรับประทาน โดยเชื่อว่ามีประโยขน์ต่อสุขภาพ เช่น ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก และอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งได้

เห็ดหอมเป็นเห็ดพื้นเมืองแถบเอเชียตะวันออก โดยดอกเห็ดมีสีน้ำตาลเข้มขนาดประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีแคลอรี่ต่ำ เป็นแหล่งไฟเบอร์ชั้นดี ทั้งยังอุดมไปด้วยเกลือแร่และวิตามินหลากชนิด เช่น กรดโฟลิค กรดอะมิโน ซิลิเนียม สังกะสี วิตามินบี หรือวิตามินดี และยังมีสารประกอบทางชีวภาพอย่างสารอิริตาดีนีน (Eritadenine) สารสเตอรอล (Sterols) สารเบต้ากลูแคน (Beta Glucans) รวมถึงสารเลนทิแนน (Lentinan) ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ คำกล่าวอ้างถึงคุณประโยชน์ด้านต่าง ๆ ของเห็ดหอมนั้นจริงเท็จมากน้อยเพียงใด มีการศึกษาและหลักฐานทางการแพทย์บางส่วนได้พิสูจน์แง่มุมต่าง ๆ ไว้ ดังนี้

กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน สารเบต้ากลูแคนจากเห็ดหอมอาจเป็นสารสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้เกิดการติดเชื้อและช่วยฟื้นฟูร่างกาย เสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จากการศึกษาโดยให้อาสาสมัครที่มีสุขภาพดีจำนวน 52 คน ทั้งเพศหญิงและเพศชายที่มีอายุระหว่าง 21-41 ปี รับประทานเห็ดหอมวันละ 5 หรือ 10 กรัม เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าผู้ทดลองมีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานได้ดีขึ้น สังเกตได้จากการเพิ่มจำนวนและความสามารถของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันซึ่งทำหน้าที่ต้านเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย รวมถึงพบว่ามีการอักเสบในร่างกายลดน้อยลงด้วย

การรับประทานเห็ดหอมเป็นประจำอาจช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แต่การศึกษานี้ก็เป็นเพียงการศึกษากับผู้ร่วมทดลองจำนวนน้อย และยังเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีด้วย จึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมกับกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ขึ้นและทดลองในผู้ที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ซึ่งทำให้มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออ่อนแอ เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของเห็ดหอมในด้านนี้ก่อนนำไปใช้ประโยชน์จริง

ลดระดับคอเลสเตอรอล เห็ดหอมมีมีสารประกอบสำคัญหลายอย่าง เช่น สารอิริตาดีนีนที่ช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอเลสเตอรอล สารสเตอรอลที่ช่วยยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลในลำไส้ และสารเบต้ากลูแคนที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล หากคอเลสเตอรอลสูงอาจปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด ภาวะหลอดเลือดแข็ง โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคสมองขาดเลือดชั่วคราวได้ ทั้งนี้ มีการศึกษาประสิทธิภาพของเห็ดหอมด้านการลดระดับคอเลสเตอรอลในหนูทดลอง พบว่าสารประกอบของเห็ดหอมนั้นมีประโยชน์ต่อการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และอาจใช้เห็ดหอมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยที่มีคอเลสเตอรอลสูงได้

แม้การศึกษาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีของสารประกอบจากเห็ดหอมในการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด แต่ก็เป็นเพียงการศึกษาในสัตว์ทดลองเท่านั้น จึงจำเป็นต้องศึกษากับมนุษย์เพิ่มเติมต่อไป

เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก เห็ดหอมเป็นพืชชนิดเดียวที่เป็นแหล่งของวิตามินดีจากธรรมชาติ ซึ่งจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูก นอกจากการรับแสงแดดในยามเช้าเพื่อให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีแล้ว เห็ดหอมก็เป็นแหล่งวิตามินดีสำคัญที่เชื่อว่าการรับประทานเห็ดชนิดนี้อาจช่วยรักษาสุขภาพกระดูกได้ จากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า ความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มสูงขึ้นหลังป้อนอาหารหนูทดลองด้วยเห็ดหอมร่วมกับแคลเซียม ซึ่งช่วยให้กระดูกของหนูทดลองแข็งแรงขึ้น และอาจเป็นผลดีในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษาในหนูทดลอง ยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมกับมนุษย์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของเห็ดหอมในด้านนี้ต่อไป รวมถึงควรศึกษาถึงความปลอดภัยในการบริโภคเห็ดหอมให้ดี ก่อนนำไปใช้เพื่อบำรุงกระดูกและสุขภาพด้านต่าง ๆ

รักษาโรคมะเร็ง เห็ดหอมมีสารเลนทิแนน ซึ่งเป็นพอลิแซ็กคาไรด์ที่มีคุณสมบัติต้านมะเร็งด้วยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว เห็ดหอมอุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลาย หลายคนจึงเชื่อว่าการรับประทานเห็ดหอมอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีและยังเป็นผลดีต่อการรักษาโรคมะเร็งได้ด้วย

โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รับประทานสารสกัดจากเห็ดหอมร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัดมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง และช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ทางผู้วิจัยได้แนะนำว่าการใช้สารสกัดจากเห็ดหอมร่วมกับการทำเคมีบำบัดนั้นทั้งปลอดภัย ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยทำงานได้ดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงการทดลองขนาดเล็กที่มีผู้เข้าร่วมการทดลองเพียง 7 คนเท่านั้น และยังทดลองร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด จึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมกับกลุ่มทดลองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เจาะจงการใช้เห็ดหอมเพียงอย่างเดียวเพื่อรักษามะเร็ง หรือเปรียบเทียบกับการรักษามะเร็งรูปแบบอื่น ๆ ด้วย เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของเห็ดหอมในด้านนี้ให้ชัดเจนต่อไป

บริโภคเห็ดหอมอย่างไรให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ
ส่วนใหญ่เห็ดหอมที่วางขายตามท้องตลาดนั้นจะเป็นเห็ดหอมแบบแห้ง ซึ่งควรเลือกซื้อเห็ดหอมที่ดอกหนา มีรอยแตกสีขาวลึกกระจายทั่วดอก และนำไปแช่น้ำร้อนประมาณ 10-15 นาทีจนนุ่มก่อนนำไปปรุงอาหาร ส่วนเห็ดหอมสดก็สามารถหาซื้อได้โดยเลือกซื้อดอกเห็ดที่สดและสะอาดเสมอ

ทั้งนี้ การบริโภค ปรุงสุกในปริมาณที่พอเหมาะนั้นค่อนข้างปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่อาจไม่ปลอดภัยหากรับประทานในปริมาณที่ใช้เป็นยารักษาโรคหรือรับประทานอาหารเสริมเห็ดหอมโดยปราศจากคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งอาจทำให้ปวดท้อง มีอาการแพ้หรือบวมตามผิวหนัง มีเลือดออกผิดปกติ หายใจลำบาก และผิวหนังไวต่อแสงแดด ส่วนการบริโภคเห็ดหอมดิบก็อาจทำให้มีผื่นคันขึ้นตามผิวหนังได้เช่นกัน

ส่วนบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้ ควรบริโภคเห็ดหอมด้วยความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ

  • หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร หลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดหอม เนื่องจากยังมีข้อมูลไม่เพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของการรับประทานเห็ดหอมในช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงให้นมบุตร
  • ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันต้านตนเอง เช่น โรคปลอกประสาทอักเสบ โรคลูปัส หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ให้หลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดหอม เพราะอาจกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานมากกว่าปกติ และอาจทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้นได้
  • ผู้ป่วยที่มีเซลล์เม็ดเลือดขาวอีโอซิโนฟิลสูงกว่าปกติ (Eosinophilia) ห้ามรับประทานเห็ดหอม เพราะอาจทำให้อาการของโรคแย่ลงกว่าเดิม

ไข่แดงกับไข่ขาว มีประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับเมนู ไข่ นั้น เป็นเมนูยอดฮิตของหลายๆบ้านเลยก็ว่าได้ เพราะไข่นั้นสามารถหาซื้อได้ง่าย หรือบางบ้านอาจจะเลี้ยงไก่ ไว้เก็บไข่เองด้วยซ้ำ เพราะไข่นั้นเป็นสิ่งที่นำมาทำอาหารได้ง่าย และมีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน เป็นอาหารที่สามารถรับประทานกันได้ทุกเพศทุกวัย  แต่ก็เกิดความกังวลขึ้นมา ว่าไข่นั้นสามารถรับประทานได้วันละกี่ฟอง หรือถ้าทานมากเกินไป จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือเปล่า 

วันนี้เราจึงจะมาบอกกันว่า ไข่แดงกับไข่ขาว มีประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจมากขึ้น และคลายกวามกังวลและข้อสงสัย

ในไข่ไก่ 1 ฟอง มีอะไรบ้าง
ไข่ไก่ เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เต็มไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ในไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 50 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 75-80 แคลอรี มีโปรตีนสูงถึง 7 กรัม

ไข่ขาว มีน้ำหนักประมาณ 2 ใน 3 ของไข่ทั้งฟอง ประกอบไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง ประมาณร้อยละ 12 มีสารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโน 8 ชนิด ที่จำเป็นต่อร่างกาย

ไข่แดง มีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักไข่ ประกอบไปด้วยโปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญ สำหรับไขมันที่มีอยู่ค่อนข้างมากในไข่แดงนั้น เป็นไขมันประเภทอิ่มตัว รวมถึงโอเมก้า-3 ที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งมีคุณค่าเหมือนไขมันในปลาแซลมอน และปลาทะเล

ไข่แดงกับไข่ขาว มีประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร
ไข่แดง หลายคนมักมีคำถามเรื่องการรับประทานไข่แดง  ว่าทานมากเกินไปเลี่ยงต่อคอเลสเตอรอลสูง หรือเปล่าจะอ้วนขึ้นมั่ย  และควรทานไม่เกินวันละกี่ฟองถึงจะดีต่อร่างกาย  ไข่แดงประกอบด้วยน้ำ โปรตีน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และวิตามินบี 1 รวมทั้งสารโคลีนที่มีส่วนช่วยพัฒนาสมองและเสริมสร้างความจำ สารลูทีนและซีแซนทีนที่มีประโยชน์ ช่วยบำรุงประสาทตา

ในไข่แดงยังมีไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว มีคุณค่าใกล้เคียงกับไขมันปลาทะเล มีกรดไขมันโอเมกา-3 ที่จำเป็นต่อการทำงานของสมองและเนื้อเยื่อตา รวมถึงกรดโอเมก้า 6 และกรดอะราคิโดนิก (ARA) ที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและการทำงานของระบบประสาทตา

ทว่าไข่แดงยังมีคอเลสเตอรอล ที่ไม่พบในไข่ขาว ซึ่งเดิมทีมีการห้ามรับประทานไข่แดงในปริมาณมาก เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด แต่ในงานวิจัยภายหลังพบว่า คลอเรสเตอรอลในไข่มีผลทำให้คลอเรสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ดี สมาคมหัวใจอเมริกา (AHA) แนะนำว่า ไม่ควรรับประทานไข่ไก่เกินวันละหนึ่งฟอง เพราะไข่ไก่หนึ่งฟองมีคอเลสเตอรอลเกินกว่า 200 มิลลิกรัม และสำหรับผู้เป็นโรคหัวใจ เบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง หรือโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ควรรับประทานไข่ไก่เกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์

ไข่ขาว
ไข่ขาว 1 ฟอง ให้พลังงานประมาณ 15 กิโลแคลอรี มีโปรตีน 4 กรัม และนอกจากโปรตีนแล้ว ไข่ขาวยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด ทั้งแคลเซียม วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 6 และบี 12 เลซิติน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และสารอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมีไขมันและคอเลสเตอรอลน้อยมาก ต่างจากไข่แดงที่ 1 ฟอง ให้พลังงานประมาณ 55 กิโลแคลอรี และมีคอเลสเตอรอลประมาณ 180-200 มิลลิกรัม ไข่ขาวมีปริมาณไขมันต่ำมาก

ไข่ขาว ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่ง โปรตีนที่คุณภาพดีที่สุด เพราะมีโปรตีนชนิด อัลบูมินอยู่เยอะ ซึ่งอัลบูมินตัวนี้เอง ที่ทำหน้าที่ ช่วยรักษาน้ำในหลอดเลือดไม่ให้ซึมออกนอกหลอดเลือด (ซึ่งจะทำให้เกิดการบวม) แถมยังเป็นตัวยึดจับกับสารตัวอื่น เพื่อให้ร่างกายเอาไปใช้ตามเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย

โปรตีนอัลบูมินทำหน้าที่คือ
– รักษาความเข้มข้น และ pH ในระบบไหลเวียนโลหิต
– ควบคุมแรงดันออสโมติก
– ช่วยลำเลียงแร่ธาตุ สารอาหาร ฮอร์โมนและยาหลายชนิด
– ช่วยในระบบภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างเนื้อเยื่อ

งานวิจัยจากคณะแพทย์จุฬาฯ ยืนยันว่าการทานไข่ขาวใช้เพิ่มระดับโปตีนอัลบูมินในผู้ป่วยโปรตีนรั่วได้จริง โดยกลุ่มผู้ป่วยที่เสียโปรตีนวันละ 5-15 g เมื่อทานไข่ขาวเสริมวันละ 7 กรัม เป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่าระดับอัลบูมินในร่างกายของกลุ่มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โปรตีนไข่ขาว หรือโปรตีน อัลบูมิน รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ที่ต้องการเสริมสร้างร่างกาย ผู้ที่ขาดโปรตีน ตลอดจนเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับกลุ่มผู้ป่วย ผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำ หรือภูมิคุ้มกัน หรือผู้ที่ขาด ธาตุเหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี หรือวิตามิน และสารอาหารอื่นๆ สามารถรับประทานเป็นอาหารเสริม ซึ่งแพทย์ส่วนมากแนะนำให้รับประทานไข่ขาวในการเสริมสร้างอยู่แล้ว สำหรับใครที่กังวลในการทานไข่บ่อยๆ จะทำให้ คอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น ก็หมดกังวลไปได้เลย เพราะไข่ขาว โปรตีนไข่ขาวนั้น ปราศจาก ไขมันต่ำและคอเลสเตอรอล

สรุปแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นไข่แดง หรือไข่ขาว ก็มีประโยชน์ที่แตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดที่มีอยู่ในไข่ เป็นอาหารดี  และมีคุณประโยชน์มากมาย แถมราคาถูกหาซื้อง่ายอีกด้วย

อาหารที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปเอ 

สำหรับคนที่เลือดกรุ๊ปเอ เรียกได้ว่าเป็นนักมังสวิรัติเลยก็ว่าได้ เพราะคนกรุ๊ปเลือดเอจะกินเนื้อสัตว์ได้น้อยที่สุดและต้องกินผักที่สุด เนื่องจากมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำมากและมีความเข้มข้นของเลือดสูง ถ้ากินเนื้อสัตว์บ่อย ๆ จะทำให้เลือดหนืดและไหลเวียนช้า ทำให้เป็นโรคหัวใจได้ และยังมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งและเบาหวาน รวมไปถึงปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ 

สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก การรับประทานมังสวิรัติจะช่วยทำให้เห็นผลได้เร็วมาก แถมยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกด้วย ส่วนการออกกำลังกายให้เน้นออกกำลังกายแบบเบา ๆ ไม่ออกแรงมากนัก เช่น โยคะ และเมื่อมีความเครียดก็แก้ไขได้ด้วยการนั่งสมาธิเป็นประจำ

อาหาร
ควรหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ยกเว้นปลาแซลมอน ปลาทู ปลาค้อด ปลากะพง และปลาซาร์ดีน ที่สามารถกินได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อช่วยเสริมโปรตีน และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาจะละเม็ดและปลาตาเดียว เนื่องจากมีเลกตินสูง จะทำให้เลือดหนืดและไหลเวียนช้า ส่วนโปรตีนควรได้รับจากถั่วเหลืองหรือน้ำนมถั่วเหลืองทดแทนจากเนื้อสัตว์ ส่วนไข่กินได้บางครั้ง ข้าวกล้องหรือซีเรียลกินได้วันละ 1-2 ครั้ง

ผัก
สามารถกินได้ทั้งดิบและสุก โดยเฉพาะบรอกโคลี หอมหัวใหญ่ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง รวมไปถึงแคร์รอต ผักโขม และกระเทียม ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน และฟักทองที่ช่วยเรื่องกรดในกระเพาะอาหาร

ผลไม้
กินผลไม้ได้แทบทุกชนิด ยกเว้น กล้วย แคนตาลูป แตงโม มะม่วง มะละกอ ส้ม เพราะย่อยได้ยาก เป็นตัวขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน และทำให้ระคายเคืองกระเพาะ

เครื่องดื่ม
ที่แนะนำให้ดื่ม คือ ชา กาแฟ และไวน์แดง (แต่กาแฟไม่ควรดื่มเกินวันละ 1 แก้ว) โดยควรดื่มหลังอาหารเท่านั้นเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร เพราะเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มกรด และควรหลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์ โซดา และน้ำอัดลม เพราะจะทำให้มีกรดในกระเพาะมากเกินไป

อาหารที่คนกรุ๊ปเอควรรับประทานบ่อยครั้ง
ปลาแซลมอน, ปลาค้อด, ปลาซาร์ดีน, บรอกโคลี, เซเลอรี่, พาร์สลีย์, ผักโขม, กระเทียม, ขิง, ขมิ้น, หอมหัวใหญ่, หอมเล็ก, เลมอน, สับปะรด, ลูกพลัม, ลูกพรุน, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, น้ำมันมะกอก, ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง, ถั่ววอลนัต, ชาเขียว เป็นต้น

อาหารที่คนกรุ๊ปเอควรงดหรือหลีกเลี่ยง
หมู, เป็ด, แฮม, เบคอน, กุ้งมังกร, ปู, ปลากะตัก, ปลาลิ้นหมา, ปลาดุก, หอยนางรม, หอยแครง, นมและผลิตภัณฑ์จากนม, กะหล่ำปลี, มะระ, มะเขือม่วง, มะเขือเทศ, พริกไทย, จมูกข้าว, ข้าวโพด, มันฝรั่ง, กล้วย, มะม่วง, มะละกอ, มะขาม, มะพร้าว, ส้ม, น้ำมันถั่วเหลือง, เม็ดมะม่วงหิมพานต์, ถั่วพิสตาชิโอ, ถั่วแดง เป็นต้น

เมนูอาหารของคนกรุ๊ปเอ
ข้าวผัดปลาซาร์ดีนต้มยำ, ข้าวจี่กุ้งสับ, ข้าวยำธัญพืช, ยำแซลมอนสดกับกระเทียม, ยำใบชะพลูกุ้งคั่ว, เปาะเปี๊ยะญวนแซลมอน, ฟองเต้าหู้ทอดผัดวุ้นเส้น, พล่าเต้าหู้กรอบ, ซุปเต้าหู้รสจัด, ซุปฟักทอง, ซุปถั่วเขียว, เผือกบดทอดสอดไส้กุ้ง, เต้าหู้อบหม้อดิน, ไก่อบยัดไส้ผักโขมและลูกพรุน, ปลาบดทอดกรอบ, สเต๊กแซลมอนราดซอสเต้าหู้, ถั่วเขียวต้มน้ำตาล, ไอศกรีมนมถั่วเหลืองโฮมเมด, ไอศกรีมน้ำเต้าหู้, ชาเขียวเย็นโซดา, เกรปฟรุตมะนาวสมูทตี้ เป็นต้น

เราก็ได้รู้แล้วว่า อาหารที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปเอ  นั้นมีอะไรบ้าง หากเราเป็นคนเลือดกรุ๊ปเอก็ควรเลือกทานอาหารที่เหมาะกับเลือดของเรา เพราะจะทำให้ร่างกายนั้นมีสุขภาพดีและแข็งแรง

ข้าวธัญพืชกับแซลมอนย่าง สำหรับคนลดน้ำหนัก

      สารอาหารต่างๆรวมคุณประโยชน์จากธัญพืชหลากหลายชนิดไว้ในเมนูนี้ คือข้าวธัญพืชกับแซลมอนย่าง สำหรับคนลดน้ำหนัก ที่แสนอร่อยและอุดมไปด้วยประโยชน์ต่างๆมากมาย

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ปลาแซลมอน
  • เกลือป่นและพริกไทยดำป่น
  • น้ำมันพืช
  • กระเทียมกลีบใหญ่สับ
  • ถั่วลันเตา
  • แครอทหั่นเต๋า
  • ถั่วแดงต้มสุก
  • แปะก๊วยต้มสุก
  • ลูกเดือยต้มสุก
  • ข้าวสวยหุงสุกแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาข้ามคืน
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำตาล
  • ผงปรุงรสตามต้องการ
  • พริกไทย
  • ต้นหอมซอย

วิธีทำ

  • ล้างปลาแซลมอนให้สะอาด ซับด้วยกระดาษทิชชู่ให้แห้ง โรยเกลือป่นและพริกไทยดำป่นพอทั่วทั้งสองด้าน
  • ใส่น้ำมันพอเคลือบกระทะ นำขึ้นตั้งไฟกลาง พอน้ำมันร้อน ผัดกระเทียมพอหอม ใส่ถั่วลันเตา แครอท ถั่วแดง แปะก๊วย และลูกเดือยต้มสุก ตามด้วยใส่ข้าวสวย คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาล คนอร์ผงรสไก่ และพริกไทย
  • เร่งเป็นไฟแรง ใส่ต้นหอม ผัดพอสุก ปิดไฟ ตักใส่จาน
  • ตั้งกระทะเทฟลอนบนไฟกลาง ใส่น้ำมันพอเคลือบกระทะ พอน้ำมันร้อน นำปลาแซลมอนลงย่างนาบกระทะให้สุกทั้งสองด้าน
  • ตักใส่จาน เสิร์ฟพร้อมข้าวผัดธัญพืช