อาหารที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปเอ 

สำหรับคนที่เลือดกรุ๊ปเอ เรียกได้ว่าเป็นนักมังสวิรัติเลยก็ว่าได้ เพราะคนกรุ๊ปเลือดเอจะกินเนื้อสัตว์ได้น้อยที่สุดและต้องกินผักที่สุด เนื่องจากมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำมากและมีความเข้มข้นของเลือดสูง ถ้ากินเนื้อสัตว์บ่อย ๆ จะทำให้เลือดหนืดและไหลเวียนช้า ทำให้เป็นโรคหัวใจได้ และยังมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งและเบาหวาน รวมไปถึงปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ 

สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก การรับประทานมังสวิรัติจะช่วยทำให้เห็นผลได้เร็วมาก แถมยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกด้วย ส่วนการออกกำลังกายให้เน้นออกกำลังกายแบบเบา ๆ ไม่ออกแรงมากนัก เช่น โยคะ และเมื่อมีความเครียดก็แก้ไขได้ด้วยการนั่งสมาธิเป็นประจำ

อาหาร
ควรหลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ยกเว้นปลาแซลมอน ปลาทู ปลาค้อด ปลากะพง และปลาซาร์ดีน ที่สามารถกินได้สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อช่วยเสริมโปรตีน และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาจะละเม็ดและปลาตาเดียว เนื่องจากมีเลกตินสูง จะทำให้เลือดหนืดและไหลเวียนช้า ส่วนโปรตีนควรได้รับจากถั่วเหลืองหรือน้ำนมถั่วเหลืองทดแทนจากเนื้อสัตว์ ส่วนไข่กินได้บางครั้ง ข้าวกล้องหรือซีเรียลกินได้วันละ 1-2 ครั้ง

ผัก
สามารถกินได้ทั้งดิบและสุก โดยเฉพาะบรอกโคลี หอมหัวใหญ่ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง รวมไปถึงแคร์รอต ผักโขม และกระเทียม ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน และฟักทองที่ช่วยเรื่องกรดในกระเพาะอาหาร

ผลไม้
กินผลไม้ได้แทบทุกชนิด ยกเว้น กล้วย แคนตาลูป แตงโม มะม่วง มะละกอ ส้ม เพราะย่อยได้ยาก เป็นตัวขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน และทำให้ระคายเคืองกระเพาะ

เครื่องดื่ม
ที่แนะนำให้ดื่ม คือ ชา กาแฟ และไวน์แดง (แต่กาแฟไม่ควรดื่มเกินวันละ 1 แก้ว) โดยควรดื่มหลังอาหารเท่านั้นเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร เพราะเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มกรด และควรหลีกเลี่ยงการดื่มเบียร์ โซดา และน้ำอัดลม เพราะจะทำให้มีกรดในกระเพาะมากเกินไป

อาหารที่คนกรุ๊ปเอควรรับประทานบ่อยครั้ง
ปลาแซลมอน, ปลาค้อด, ปลาซาร์ดีน, บรอกโคลี, เซเลอรี่, พาร์สลีย์, ผักโขม, กระเทียม, ขิง, ขมิ้น, หอมหัวใหญ่, หอมเล็ก, เลมอน, สับปะรด, ลูกพลัม, ลูกพรุน, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, น้ำมันมะกอก, ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง, ถั่ววอลนัต, ชาเขียว เป็นต้น

อาหารที่คนกรุ๊ปเอควรงดหรือหลีกเลี่ยง
หมู, เป็ด, แฮม, เบคอน, กุ้งมังกร, ปู, ปลากะตัก, ปลาลิ้นหมา, ปลาดุก, หอยนางรม, หอยแครง, นมและผลิตภัณฑ์จากนม, กะหล่ำปลี, มะระ, มะเขือม่วง, มะเขือเทศ, พริกไทย, จมูกข้าว, ข้าวโพด, มันฝรั่ง, กล้วย, มะม่วง, มะละกอ, มะขาม, มะพร้าว, ส้ม, น้ำมันถั่วเหลือง, เม็ดมะม่วงหิมพานต์, ถั่วพิสตาชิโอ, ถั่วแดง เป็นต้น

เมนูอาหารของคนกรุ๊ปเอ
ข้าวผัดปลาซาร์ดีนต้มยำ, ข้าวจี่กุ้งสับ, ข้าวยำธัญพืช, ยำแซลมอนสดกับกระเทียม, ยำใบชะพลูกุ้งคั่ว, เปาะเปี๊ยะญวนแซลมอน, ฟองเต้าหู้ทอดผัดวุ้นเส้น, พล่าเต้าหู้กรอบ, ซุปเต้าหู้รสจัด, ซุปฟักทอง, ซุปถั่วเขียว, เผือกบดทอดสอดไส้กุ้ง, เต้าหู้อบหม้อดิน, ไก่อบยัดไส้ผักโขมและลูกพรุน, ปลาบดทอดกรอบ, สเต๊กแซลมอนราดซอสเต้าหู้, ถั่วเขียวต้มน้ำตาล, ไอศกรีมนมถั่วเหลืองโฮมเมด, ไอศกรีมน้ำเต้าหู้, ชาเขียวเย็นโซดา, เกรปฟรุตมะนาวสมูทตี้ เป็นต้น

เราก็ได้รู้แล้วว่า อาหารที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปเอ  นั้นมีอะไรบ้าง หากเราเป็นคนเลือดกรุ๊ปเอก็ควรเลือกทานอาหารที่เหมาะกับเลือดของเรา เพราะจะทำให้ร่างกายนั้นมีสุขภาพดีและแข็งแรง

กินลำไยช่วยบำรุงสุขภาพอย่างไรบ้าง

สำหรับ ลำไย นั้นเป็นไม้ที่รสชาติหวานฉ่ำ แต่ก็มักจะได้ยินว่าไม่ควรที่จะกินในปริมาณมากเกินไป เพราะมีความเชื่อกันว่า การกินมากไป จะทำให้เจ็บคอ ร้อนใน หรือตื่นมาตาแฉะในวันรุ่งขึ้น แต่ความเชื่อเชื่อเหล่านี้จะจริงเท็จแค่ไหนกันนะ 

วันนี้เราจึงมีบทความ กินลำไยช่วยบำรุงสุขภาพอย่างไรบ้าง เพื่อมาคลายความข้องใจให้กับทุกคนกัน

1. บรรเทาอาการปวดข้อ
โรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูกหลายโรค เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้อเสื่อม กระดูกพรุน และโรคเก๊าท์ นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพกระดูกแล้วยังเป็นสาเหตุของอาการปวดข้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย งานวิจัยที่ทดสอบกับเซลล์และหนูทดลองชี้ว่าสารสกัดจากเปลือก เนื้อ และผนังของเมล็ดลำไยมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอาการปวด รวมถึงงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากลำไยอาจช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการของโรคข้อต่อและกระดูก ทำให้เชื่อว่าลำไยอาจเป็นอีกตัวเลือกที่นำมาพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านนี้ได้

การศึกษาชิ้นหนึ่งที่ทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่าสารสกัดจากเมล็ดลำไยมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรดยูริกและปฏิกิริยาในกระบวนการสร้างกรดยูริกในเลือด ซึ่งการมีกรดยูริกในปริมาณสูงนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเก๊าท์ตามมาในที่สุด โดยจะก่อให้เกิดการตกผลึกบริเวณข้อต่อ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดบวมตามข้อ และเมื่อทดลองฉีดสารสกัดดังกล่าวให้หนูที่มีกรดยูริกสูงก็ปรากฏผลลัพธ์เช่นเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าสารสกัดเมล็ดลำไยอาจมีสรรพคุณป้องกันโรคนี้

นอกจากนี้ ลำไยอาจเป็นอีกตัวช่วยในการรักษาโรคกระดูกและข้อต่อบางชนิด เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้มีงานวิจัยในเซลล์พบว่าสารสกัดจากผลลำไยมีคุณสมบัติช่วยเปลี่ยนแปลงรูปร่างของกระดูกและอาจใช้เป็นสารที่ช่วยรักษาโรคกระดูกพรุนได้ รวมถึงการศึกษาในกระต่ายที่พบว่าโมเลกุลคาร์โบไฮเดรตจากลำไยอาจมีประโยชน์ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูกในระหว่างการปลูกถ่ายกระดูกอ่อน ซึ่งการปลูกกระดูกอ่อนนี้เป็นวิธีรักษากระดูกอ่อนผิวข้อเสื่อมที่จำเป็นต้องใช้สารช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและเร่งการซ่อมแซมเซลล์กระดูกที่มีราคาสูง หากในภายหน้ามีการทดลองที่พิสูจน์ได้ว่าโมเลกุลคาร์โบไฮเดรตของลำไยมีประสิทธิภาพและปลอดภัยพอที่จะนำมาใช้แทนสารดังกล่าวได้จริงก็นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของลำไยที่มีต่อการป้องกันและรักษาโรคกระดูกหรือข้อต่อในปัจจุบันล้วนไม่ได้ศึกษากับคนโดยตรง จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมกับคนจำนวนมากและมีการออกแบบงานวิจัยอย่างรัดกุมต่อไปเพื่อระบุความน่าเชื่อถือก่อนจะได้รับการยอมรับให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้จริง

2. ลดความเครียด ความกังวล และภาวะซึมเศร้า
ลำไยมีสารบางชนิดที่อาจมีสรรพคุณต้านภาวะซึมเศร้าและปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือกาบา สารสื่อประสาทที่มีอยู่ในสมองของคนเรา ซึ่งนักวิจัยคาดว่าเป็นสารที่ช่วยให้มีอารมณ์ดี รู้สึกสงบ และผ่อนคลายระบบประสาท ระดับของสารกาบาที่ลดต่ำลงอาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคความผิดปกติทางอารมณ์หรือโรควิตกกังวล หลายคนจึงหันมากินอาหารเสริมกาบาเพราะเชื่อว่าจะช่วยคลายความกังวลและทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าสารกาบาจากอาหารเสริมนั้นข้ามผ่านตัวกั้นระหว่างเลือดกับสมองไปได้หรือไม่ ทำให้ไม่อาจยืนยันว่าผู้ที่กินกาบาในรูปแบบอาหารเสริมหรือสารสกัดลำไยจะได้รับประโยชน์จากสารอาหารชนิดนี้

สารอีกชนิดหนึ่งที่พบในลำไยและคาดว่าอาจช่วยต้านภาวะซึมเศร้าเช่นเดียวกันคือกรดแกลลิก โดยจากการทดลองหนึ่งที่ให้หนูซึ่งมีภาวะซึมเศร้าเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดกินกรดแกลลิก พบว่าหนูมีอาการซึมเศร้าและเครียดน้อยลง สันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากการที่กรดแกลลิกนั้นมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยยับยั้งกระบวนการเกิดอนุมูลอิสระในระหว่างที่สมองขาดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะซึมเศร้า

ทั้งนี้ การศึกษาโดยใช้ลำไยหรือสารสกัดจากลำไยโดยตรงนั้นมีไม่มากนักและยังไม่พบการศึกษาในคนที่น่าเชื่อถือ มีเพียงงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทดลองให้หนูที่มีภาวะเครียดกินพืชสมุนไพร 3 ชนิดผสมกัน ได้แก่ ลำไย พลูคาว และพืชในตระกูลกลอย ผลลัพธ์พบว่าหนูมีอาการซึมเศร้าและเครียดน้อยลง แต่ไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลมาจากลำไยหรือพืชอีก 2 ชนิดกันแน่ จึงยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

3. ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
นอกจากภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความผิดปกติทางอารมณ์ ระดับของสารกาบาในสมองที่ต่ำกว่าปกติยังมีความเกี่ยวเนื่องกับปัญหาในการนอน เพราะสารชนิดนี้มีกลไกการทำงานโดยช่วยลดการตื่น ทำให้หลับได้ง่ายและเร็วขึ้น

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทดลองโดยใช้สารสกัดจากเนื้อลำไย พบว่าแม้สารสกัดดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้นอนหลับเร็วขึ้นและเพิ่มระยะเวลาในการนอนหลับโดยตรง แต่เมื่อใช้ควบคู่กับยาเพนโทบาร์บิทอลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยให้นอนหลับของยาดังกล่าว เนื่องจากสารสกัดจากเนื้อลำไยมีคุณสมบัติช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของสารกาบา ทว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ ไม่ได้ให้คนกินสารสกัดจากลำไยจริง ๆ จึงยังเป็นเพียงแนวทางการศึกษาที่ควรมีการต่อยอดศึกษาในคนจำนวนมากต่อไป

4. บำรุงความจำ
ผลลำไยอบแห้งถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรแก้อาการหลงลืมตามตำรับยาแผนโบราณของจีนมาอย่างยาวนาน จนต่อมาเริ่มมีการศึกษาเพื่อพิสูจน์สรรพคุณในด้านนี้ของลำไย การศึกษาชิ้นหนึ่งทดลองให้หนูกินสารสกัดจากผลลำไยเป็นเวลา 14 วัน ปรากฏว่าหนูมีการเรียนรู้และความจำที่ดีขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่าหนูที่มีความบกพร่องทางความจำและการเรียนรู้มีอาการดีขึ้นหลังได้รับสารสกัดจากเมล็ดลำไย ลำไยจึงอาจมีประโยชน์ช่วยในเรื่องความจำตามที่ตำราแพทย์แผนจีนกล่าวไว้ ซึ่งจะนำมาประยุกต์ใช้กับการแพทย์แผนปัจจุบันได้จริงหรือไม่คงต้องมีการพิสูจน์โดยตรงกับคนต่อไปเสียก่อน

ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า ไม่เพียงแต่สรรพคุณด้านการบรรเทาอาการปวดข้อและการเสริมสร้างการทำงานของสมอง ลำไยยังอาจช่วยคลายความเหนื่อยล้าได้ด้วย โดยมีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าหนูที่กินสารสกัดจากเมล็ดลำไยมีอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่าเมื่อไม่ได้กิน ส่งผลให้สามารถว่ายน้ำได้นานยิ่งขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าสารสกัดจากเมล็ดลำไยอาจมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการล้าของร่างกาย แต่ผลการวิจัยเพียงเท่านี้ยังบ่งบอกอะไรไม่ได้มากนัก เพราะเป็นการทดลองในสัตว์ซึ่งมีกลไกการทำงานของร่างกายแตกต่างจากคน ต้องรอให้มีการศึกษาในคนโดยตรงเท่านั้นจึิงจะยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้

กินลำไยรักษาโรค ปลอดภัยหรือไม่
ลำไยเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระและต้านโรคที่ดีหากกินในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องจำกัดน้ำตาลในอาหาร ส่วนการใช้ในรูปแบบอาหารเสริมนั้น ข้อมูลการวิจัยด้านความปลอดภัยเท่าที่มีในปัจจุบันระบุว่าการให้หนูกินสารสกัดจากเมล็ดลำไยต่อเนื่องเป็นเวลา 13 สัปดาห์ไม่ก่อให้เกิดพิษหรืออันตรายต่อตัวหนูแต่อย่างใด ส่วนการกินในระยะเวลานานกว่านั้นยังไม่มีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อความปลอดภัยจึงไม่ควรใช้สารสกัดจากลำไยเป็นเวลานาน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีอาการเจ็บป่วยใด ๆ ก็ตาม

เมื่อเรารู้แล้วว่า กินลำไยช่วยบำรุงสุขภาพอย่างไรบ้าง ก็ควรจะกินในปริมาณที่เหมาะ อย่างไรแล้วต่อให้เป็นของที่มีประโยชน์ แต่กินมากเกิน ก็ย่อมให้โทษได้

บุหรี่ไฟฟ้าให้โทษน้อยกว่าตามที่โฆษณาจริงหรือไม่

สำหรับบุหรี่ไฟฟ้านั้นไม่มีกลิ่นบุหรี่แสบจมูกหรือส่วนประกอบของทาร์ ดูเผิน ๆ แล้วก็เหมือนกับแกดเจ็ตทั่วไป ผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าต่างอ้างว่า บุหรี่ไฟฟ้าดีต่อสุขภาพกว่าการสูบบุหรี่หรือยาสูบทั่วไป บุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลกให้โทษน้อยกว่าตามที่โฆษณาจริงหรือไม่ มาดูกันเลย

บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร
บุหรี่ไฟฟ้าคือ อุปกรณ์ที่ให้ความร้อนแก่ของเหลวที่อุณหภูมิ 100-250 องศาเซลเซียสเพื่อทำให้เกิดแก๊สที่สามารถสูบเข้าไปในร่างกายได้ ของเหลวนี้เรียกกันว่า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า (e-liquid) ซึ่งมีส่วนผสม เช่น โพรพิลีน ไกลคอล กลีเซอรอล นิโคติน และสารแต่งกลิ่นและรสต่าง ๆ เพื่อเลียนแบบการสูบบุหรี่หรือยาสูบ  ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าบางชนิด ผลิตโดยไม่มีส่วนประกอบของนิโคติน และสารอันตรายอื่น ๆ ที่พบได้ในบุหรี่หรือยาสูบทั่วไป (เช่น ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต หรือ แอมโมเนียม ไฮดรอกไซด์)

บุหรี่ไฟฟ้าถูกคิดค้นขึ้นในปี พ.ศ. 2546 ในประเทศจีน โดย นาย Hon Lik เภสัชกร วัย 52 ปี ผู้ชื่นชอบการสูบบุหรี่ี หลังจากนั้น มีการจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2547 และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่นั้นมา

มีปัจจัยหลายอย่างด้วยกันที่ทำให้ผู้คนหันมาเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้า เช่น ราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับบุหรี่ธรรมดา กลิ่นที่ไม่รุนแรงเท่าบุหรี่ทั่วไป การสูบในที่สาธารณะ (ในบางประเทศ) และความเชื่อว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าส่งผลเสียต่อร่างกายน้อยกว่า และโดยรวมแล้วดีต่อสุขภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับบุหรี่ทั่วไป

เลิกบุหรี่ด้วยการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้หรือไม่
ผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าหลายรายโฆษณาว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้โดยการเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าก่อนแล้วค่อย ๆ เลิกสูบไปเอง เรื่องนี้จริงหรือไม่

มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเลิกบุหรี่โดยการเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ทั่วไปมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งให้ข้อสรุปที่ขัดแย้งกัน งานวิจัยส่วนใหญ่สรุปผลว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ บทความบางชิ้นอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยได้เล็กน้อยเท่านั้น และงานวิจัยอื่น ๆ ระบุว่านอกจากบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่ช่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้แล้ว ยังทำให้สูบบุหรี่มากขึ้นไปอีก

งานวิจัยเมื่อ พ.ศ. 2560 จากสหรัฐอเมริกา ศึกษาผู้ที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยที่ไม่มีประวัติการสูบบุหรี่หรือยาสูบมาก่อน ซึ่งพบว่าโอกาสที่คนกลุ่มนี้จะหันไปสูบบุหรี่นั้นเพิ่มขึ้น 4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ชนิดใด ๆ (ร้อยละ 30 และ ร้อยละ 7.9 ตามลำดับ)

วัยรุ่นฮิตการพ่นควันบุหรี่ไฟฟ้า
ข้อมูลระบุว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในหมู่วัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 11.7 ใน พ.ศ. 2560 เป็นร้อยละ 20.8 ใน พ.ศ. 2561

ในปี พ.ศ. 2551 องค์การอาหารและยาประกาศว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินต้องมีการระบุให้ผู้บริโภคทราบเช่นเดียวกับบุหรี่ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. 2562 องค์การฯ ได้ออกมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และมีการออกคำสั่งควบคุมให้บุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภทต้องได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การอาหารและยาเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบ และต้องได้รับการอนุมัติก่อนออกสู่ท้องตลาด ซึ่งแปลว่าจะไม่มีการจำหน่ายให้กับผู้เยาว์เช่นเดียวกับการห้ามจำหน่ายบุหรี่

รวมทั้งองค์การอาหารและยายังไม่ให้การยอมรับต่อบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า โดยโทษว่าผู้ผลิตต่างมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่นเป็นหลัก มีการทำการตลาดเชิงรุก การจำหน่ายน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้ารสและกลิ่นต่าง ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ รวมถึงวิธีการอื่น ๆ อีกมากมาย องค์การอาหารและยากล่าวอีกว่าบริษัทเหล่านี้เลือกใช้การตลาดที่ดุเดือดเพื่อสร้างกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่น ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาต้องทำแผนเพื่อลดการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่น มีอีกหลายประเทศที่จัดการกับปัญหาวัยรุ่นสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวดกว่า  เช่น สิงคโปร์ บรูไน และฮ่องกง ที่ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อห้ามจำหน่ายหรือใช้บุหรี่ไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง

แล้วควรทำอย่างไร
ว่ากันว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตรายต่อคนรอบตัว เพราะไม่มีการเผาไหม้ของบุหรี่ที่ปล่อยควันและสารทาร์ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ.2559 การทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบระบุว่าการสูบไอบุหรี่ไฟฟ้ามือสองอาจทำให้มีการสูดเอาอนุภาคนิโคตินที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 100 นาโนเมตรเข้าไป อนุภาคขนาดเล็กอื่น ๆ อาจรวมถึงโลหะหนักที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและปอด หากสูดดมสารระเหยพวกนี้เข้าไปเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดมะเร็งในระบบทางเดินหายใจและภาวะพิษจากโลหะหนัก

คุณจึงควรหลีกเลี่ยงไม่สูบและไม่อยู่ใกล้กับผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือขอให้ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเลี่ยงการสูบบุหรี่ใกล้ตัวคุณ เช่นเดียวกับผู้สูบบุหรี่ทั่วไป

ขณะนี้ข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้ามีเพียงข้อมูลเบื้องต้นและการเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้าจำเป็นต้องมีการค้นคว้าวิจัยต่อไป ดังนั้นคุณจึงควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลโฆษณาจากผู้ผลิต เพราะเราเพิ่งจะเริ่มรับรู้ถึงอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้าที่มีต่อผู้สูบและผู้คนรอบข้างเท่านั้น

ความหมายที่ซ่อนอยู่ ทำไมศาลเจ้าญี่ปุ่นต้องมีกระจก

ตามศาลเจ้านิกายชินโตในญี่ปุ่นนั้นมักจะมีกระจกวางอยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย ความจริงแล้ว การมีกระจกตั้งอยู่บริเวณศาลเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยที่คนญี่ปุ่นยังไม่ได้สร้างศาลเจ้าขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว แต่ใช้วิธีสักการะเทพเจ้าตามป่าเขา หรือต้นไม้อยู่เลย

วันนี้เราจึงนำบทความ ความหมายที่ซ่อนอยู่ ทำไมศาลเจ้าญี่ปุ่นต้องมีกระจก มาฝากทุกคนกัน เพื่อจะมีคนที่สงสัยและต้องการคำตอบและยังหาคำตอบนั้นไม่ได้

กระจกในศาลเจ้าในประเทศญี่ปุ่น
ว่ากันด้วยประโยชน์ใช้สอยของกระจกทั่วไปก่อน ตามปกติแล้วเรามักใช้มันในการส่องเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผม รูปร่างของตนเอง หรือส่องเงาสะท้อนต่างๆ เช่นเวลาขับรถ เป็นต้น

ในส่วนของหลักภาษา ก็ว่ากันว่ารากศัพท์ของคำว่า “กระจก” หรือ “鏡” (Kagami) ในภาษาญี่ปุ่นนั้น แปลงมาจากคำว่า “影見” (Kagemi) หรือก็คือการส่องดูเงาของตนเอง ซึ่งในสมัยก่อนจะใช้วิธีส่องดูกับผิวน้ำค่ะ

นอกจากนี้ ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นอย่าง “โคะจิกิ” ยังมีข้อความในลักษณะที่สามารถตีความได้ว่ากระจกนั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของพระเจ้าด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ เพราะต่อมาหนึ่งในสาเหตุที่ศาลเจ้าญี่ปุ่นต้องมีกระจกอยู่ตามศาลเจ้ามากมายขนาดนี้ ก็อาจเป็นเพราะในสมัยปีเมจิที่ 28 ได้มีการประกาศกฎหมายอย่างจริงจัง เกี่ยวกับการสักการะเทพเจ้าโดยใช้กระจกเป็นตัวแทนของทวยเทพ เช่นว่า ให้ใช้กระจกสีเงิน ทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 1 หน่วย (ประมาณ 30 เซนติเมตร) แทนเทพเจ้าบนสวรรค์และจักรพรรดิ ส่วนเทพเจ้าอื่นๆ ให้ใช้กระจกที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 21 เซนติเมตรแทน ด้านหลังสลักชื่อเทพองค์ต่างๆ เป็นต้น

เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับกระจกอย่างชัดเจนขึ้นเช่นนี้ แน่นอนว่าผู้คนต่างปฏิบัติต่อกระจกอย่างระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิม และมองกระจกเป็นตัวตนที่ศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นตามไปด้วย

ความหมายที่ซ่อนอยู่ในกระจกที่ศาลเจ้าญี่ปุ่น
อย่างที่หลายคนอาจจะทราบว่า ญี่ปุ่นนั้นมีเทพเจ้าต่างๆ มากมาย ไม่เว้นแม้แต่เทพเจ้าประจำห้องน้ำ หรือว่าสิ่งของชิ้นเล็กชิ้นน้อย และรวมไปถึงยังมีความเชื่อว่าแต่ละคนก็มีเทพเจ้าประจำตัวด้วย

การตั้งกระจกไว้ในบริเวณศาลเจ้า ก็เป็นกุศโลบายหนึ่งที่ต้องการให้ผู้มาสักการะได้ลองมองย้อนกลับไปที่ตัวเองเมื่อมองเห็นกระจก และพึงรำลึกถึงเทพเจ้าประจำตัวด้วยนั่นเองค่ะ

สามารถถ่ายรูปเก็บไว้ได้ไหม
ลำพังชาวญี่ปุ่นทั่วไปที่ไปสักการะตามศาลเจ้า ยังมีความรู้สึกอยากถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกกันเลย แล้วนักท่องเที่ยวอย่างพวกเรา ถ้ามีโอกาสได้ไปก็คงอยากจะถ่ายรูปเก็บไว้อยู่แล้วใช่ไหม

น่าเสียดายที่ศาลเจ้าส่วนใหญ่มักขอความร่วมมือไม่ให้ถ่ายภาพกระจก หรือภาพของตัวเราที่สะท้อนในกระจกศาลเจ้า เนื่องด้วยเหตุผลทางความเชื่อค่ะ ซึ่งเราจะสามารถสังเกตได้จากจุดใหญ่ๆ คือ “ป้ายประกาศ” ที่มักจะตั้งไว้ภายในบริเวณศาลเจ้าเอง หรือใช้วิธีสอบถามกับคนของศาลเจ้าก่อนจะดีที่สุด

ดังนั้น หากใครมีโอกาสได้ไปพบเจอกระจกสวยๆ ในศาลเจ้า และอยากจะถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ก่อนอื่นขอให้ลองมองหาป้าย หรือสอบถามดูก่อนนะคะ ไม่แน่ว่าที่ที่เพื่อนๆ ไป อาจจะอนุญาตให้เก็บภาพที่ระลึกได้ก็ได้

แนวปฏิบัติในการถ่ายภาพ หากศาลเจ้าอนุญาต

  1. ในทางความเชื่อ ก็อย่าลืมบอกในใจสักหน่อยว่าจะขอถ่ายภาพที่ระลึกเก็บไว้
  2. ไม่เปิดแฟลชตอนถ่ายรูป
  3. ระมัดระวังไม่ยืนหรือนั่งกีดขวางทางเดิน

ปรับนิสัย เพื่อสุขภาพสมองที่ดีขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น สมองก็ย่อมเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา แต่ถ้าเราดูแลร่างกายให้ดีด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือนิสัยต่าง ๆ เพื่อสุขภาพที่ดี ก็ใช่ว่าสมองจะต้องร่วงโรยไปตามสังขารเสมอไป วันนี้เราจึงมีบทความ ปรับนิสัย เพื่อสุขภาพสมองที่ดีขึ้น มาฝากทุกคนกัน

โดยผลจากการสำรวจของฟินแลนด์ เมื่อปี 2015 พบว่าผู้สูงอายุที่ดูแลสุขภาพของตนเองจนเป็นนิสัย เช่น กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และยังมีกิจกรรมหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จะยังคงคิดอ่านได้คล่องแคล่ว และมีความเสี่ยงในการสูญเสียความทรงจำหรือเป็นโรคสมองเสื่อมที่น้อยลง

ส่วนใหญ่ทุกคนรู้ดีกันอยู่แล้วว่าควรจะดูแลสุขภาพของตนเองอย่างไร แต่อุปสรรคสำคัญอยู่ตรงที่ไม่สามารถทำได้อย่างตลอดรอดฝั่ง โดยมักจะทำได้แค่ช่วงแรก ๆ ที่เริ่มต้นเท่านั้น ก่อนจะพ่ายแพ้ใจตนเองแล้วล้มเลิกไป

แต่ถ้าไม่อยากให้ชีวิตในช่วงบั้นปลายต้องลงเอยด้วยการเป็นอัลไซเมอร์ ก็ต้องเริ่มฝึกนิสัยที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองให้ได้เสียแต่วันนี้ ซึ่ง ดร.Joel Salinas นักประสาทวิทยาจากโรงพยาบาล Massachusetts General Hospital กล่าวไว้ว่ายิ่งดูแลสุขภาพให้เป็นนิสัยได้ยาวนานเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลต่อสุขภาพสมองที่ดีมากขึ้นเท่านั้น!

โดย ดร.Joel Salinas แนะนำว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันสมองเสื่อมได้ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง รวมถึงช่วยลดการทำร้ายสมองจากภาวะไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูงได้

นอกจากนี้ การออกกำลังกายก็ยังไปช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสาร BDNF (Brain- derived Neurotrophic Factor) ที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมเซลล์สมองด้วย ซึ่งคนที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายมาก มักจะมีระดับสาร BDNF ที่มากตามไปด้วย

หากอยากมีสุขภาพสมองที่ดี ควรเริ่มจากการออกกำลังกายให้ติดเป็นนิสัย อย่างน้อยวันละ 20 นาที หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยเลือกกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายในระดับปานกลาง เช่น การเดินเร็ว เป็นต้น

ขณะที่เรื่องอาหารการกินก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมีความเชื่อมโยงกับการทำให้สมองเสื่อมด้วย ซึ่งอาหารที่ดีที่สุดสำหรับสมอง คืออาหารที่ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด โดย ดร.Salinas แนะนำให้กินผลไม้ ผัก และเมล็ดธัญพืชมาก ๆ ขณะที่โปรตีนก็ควรเป็นโปรตีนจากปลาและพืชตระกูลถั่ว และควรเลือกไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันคาโนล่า รวมถึงกินปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3, สตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ และผักสีเขียวอย่างคะน้า ผักโขม หรือบร็อกโคลี่

ส่วนใครที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง ก็ควรปรับเปลี่ยนนิสัยการนอนเสียใหม่ เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งในระหว่างที่เราหลับนั้น สมองจะไปช่วยขจัดโปรตีนอเมลอยด์ส่วนเกิน ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เป็นอัลไซเมอร์ได้นั่นเอง หากคุณอยากมีสุขภาพสมองที่ดี ก็ควรปรับปรุงสะ

ขณะที่ความเครียดก็จะไปกระตุ้นให้สมองปล่อยฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งการปล่อยให้ร่างกายมีระดับคอร์ติซอลสูงเป็นเวลานาน ๆ นั้น จะส่งผลให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง และทำให้สมองถูกทำลายได้ จนพัฒนาเป็นโรคสมองเสื่อมตามมา

ถ้าอยากแก่ตัวไปอย่างมีสุขภาพดี ยังจดจำเรื่องราวและผู้คนรอบตัวได้ ลองปรับนิสัยในการดูแลตนเองเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็ยังไม่สาย เพื่อสุขภาพสมองที่ดีในวันข้างหน้า

วิธีสังเกตุแบงก์ปลอม มีแบงก์ปลอมในครอบครองทำอย่างไรดี

ในประเทศของเรานั้น มักจะมีข่าวการปลอมแปลงธนบัตรออกมาอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็เนียนมาก กว่าจะจับตัวได้ ก็มีผู้เสียหายมากมายแล้ว แต่หากปลอมแปลงมาไม่เนียน ยังพอจับได้หน้างานก็ดีไป จะได้ไม่มีผู้เสียหาย และไม่มีใครถูกหลอกอีกต่อไป  ฉะนั้น เราจึงมีบทความ วิธีสังเกตุแบงก์ปลอม มีแบงก์ปลอมในครอบครองทำอย่างไรดี มาฝากกัน

จุดสังเกตบนธนบัตรรัฐบาลไทย
เนื่องจากธนบัตรนั้นเป็นเงินตราที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ลักษณะพิเศษของธนบัตรจึงต้องยากต่อการปลอมแปลง และง่ายต่อการสังเกตตรวจสอบ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้วิธีสังเกตตรวจสอบธนบัตรด้วยวิธีการสัมผัส ยกส่อง และพลิกเอียง ซึ่งจะเป็นวิธีการดูง่าย ๆ โดยที่ไม่ใช้อุปกรณ์

การสัมผัส

  • สัมผัสกระดาษธนบัตร
    ธนบัตรจริงจะทำจากกระดาษที่มีใยฝ้ายเป็นส่วนประกอบหลัก เนื้อกระดาษจะเหนียว แกร่ง ทนทาน และไม่ยุ่ยง่าย เมื่อสัมผัสจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากกระดาษทั่ว ๆ ไป
  • สัมผัสลายพิมพ์เส้นนูน
    ลายพิมพ์ที่เกิดบนธนบัตรจริงนั้นเกิดจากการพิมพ์โดยใช้แม่พิมพ์ที่มีร่องหมึกลึกและใช้แรงกดพิมพ์สูง หมึกพิมพ์จะนูนขึ้นมาจากเนื้อกระดาษ ภาพ ลายเส้นที่ได้จะมีรายละเอียดคมชัด ซึ่งจะใช้ในการพิมพ์พระบรมฉายาทิสลักษณ์, รัฐบาลไทย, ตัวอักษร และตัวเลขแจ้งชนิดราคา เมื่อลูบสัมผัสด้วยปลายนิ้วจะรู้สึกสะดุด

การยกส่อง

  • ยกส่องดูลายน้ำ
    จะเห็นลายน้ำเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อกระดาษ ซึ่งเกิดขึ้นจากขั้นตอนการผลิตกระดาษที่ใช้กรรมวิธีพิเศษ ที่ทำให้เนื้อกระดาษมีความหนาบางไม่เท่ากัน จึงเกิดเป็นภาพตามที่ต้องการ ลายน้ำบนธนบัตรจะเป็นพระบรมฉายาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อยกส่องกับแสงจะเห็นภาพได้อย่างชัดเจนทั้งด้านหน้าและด้านหลังของธนบัตร อีกทั้งยังมีตัวเลขชนิดราคารูปลายไทยที่โปร่งแสงเป็นพิเศษด้วย
  • ยกส่องดูภาพซ้อนทับ
    ภาพซ้อนทับเกิดจากเครื่องพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ภาพทั้งสองด้านได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้ลวดลายที่ออกแบบไว้ในตำแหน่งตรงกันทั้งด้านหน้าและหลังซ้อนทับกันสนิท หรือจะประกอบกันขึ้นเป็นลวดลายหรือภาพที่สมบูรณ์ จะสังเกตได้เมื่อยกธนบัตรขึ้นส่องดูกับแสงสว่าง

การพลิกเอียง

  • พลิกหาตัวเลขแฝง
    บริเวณที่เป็นลายประดิษฐ์ เมื่อเอียงธนบัตรเข้าหาแสงสว่าง จะเห็นตัวเลขแจ้งชนิดราคาแฝงไว้อยู่ในลายประดิษฐ์นั้น
  • พลิกดูหมึกพิมพ์พิเศษ
    บริเวณลายดอกประดิษฐ์ บนธนบัตรชนิดราคา 500 บาท และ 1000 บาท จะพิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์แม่เหล็กสามมิติเปลี่ยนสีได้ โดยภายในจะมีตัวเลขแจ้งชนิดราคา เมื่อพลิกธนบัตรขึ้นลงหรือพลิกซ้ายขวา จะเห็นการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนสลับสี ส่วนชนิดราคา 100 บาท ลายดอกประดิษฐ์ก็จะพิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์พิเศษ เมื่อพลิกธนบัตรไปมาจะเห็นเป็นประกาย
  • พลิกดูแถบสี
    จะเกิดขึ้นในขั้นตอนผลิตกระดาษ ซึ่งจะใช้กรรมวิธีพิเศษที่ฝังแถบพลาสติกขนาดเล็กที่เคลือบด้วยสีโลหะไว้ในเนื้อกระดาษตามแนวตั้ง มีบางส่วนของแถบปรากฏให้เห็นเป็นระยะ และจะเปลี่ยนสีได้เมื่อเปลี่ยนมุมมอง ภายในแถบจะมีตัวเลขและตัวอักษรแจ้งชนิดราคาขนาดเล็ก เมื่อยกธนบัตรส่องดูกับแสงจะมองเห็นและอ่านได้ชัดเจน ทำให้เห็นแถบสีเคลื่อนไหวสลับสีไปมา
  • พลิกดูแถบฟอยล์ภาพ 3 มิติ
    แถบฟอยล์ภาพ 3 มิติจะผนึกไว้ตามแนวตั้ง ภายในเป็นภาพมีมิติ เมื่อพลิกเอียงธนบัตรไปมาจะเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ในแถบฟอยล์เคลื่อนไหวได้ และเปลี่ยนสีสะท้อนแสงวาววับสวยงาม
  • ลักษณะพิเศษภายใต้รังสีเหนือม่วง (แสงแบล็กไลท์)
    เนื่องจากธนบัตรพิมพ์ด้วยหมึกพิมพ์พิเศษเรืองแสง ทำให้สามารถมองเห็นการเรืองแสงเมื่ออยู่ภายใต้รังสีเหนือม่วง บริเวณลายประดิษฐ์บริเวณกลางธนบัตร ตัวเลขแจ้งชนิดราคา หมวดเลขหมายจะเรืองแสง และเส้นใยที่ฝังในเนื้อกระดาษก็จะเรืองแสงเป็นสีเหลือง แดง และน้ำเงิน

มีแบงก์ปลอมในครอบครองทำอย่างไรดี
ปกติแล้วการสังเกตเงินจะค่อนข้างทำได้ยาก เพราะไม่ค่อยมีใครทำกัน เนื่องจากเป็นสิ่งที่ได้มาแล้วใช้ไป ยิ่งถ้าหากเป็นธนบัตรราคาน้อย ๆ ก็ยิ่งไม่มีใครสนใจจะดู แต่เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดไม่ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจก็ควรต้องตรวจสอบดูก่อน

หากเราใช้จ่ายไปด้วยแบงก์ปลอม โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นแบงก์ปลอมก็อาจไม่มีความผิดอะไร แต่หากตรวจดูแล้ว และก็รู้ว่าเป็นแบงก์ปลอมแน่ ๆ แต่ก็ยังจะใช้ กรณีนี้ถือว่ามีความผิดแน่นอน ดังนั้น เมื่อมีแบงก์ปลอมอยู่ในครอบครอง จะต้องปฏิบัติดังนี้

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นแบงก์ปลอม โดยเฉพาะแบงก์ที่มีราคาสูง
  • จากนั้นแยกออกจากแบงก์จริง แล้วเขียนว่า “ปลอม”
  • ห้ามนำไปใช้จ่ายอีกโดยเด็ดขาด
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • นำไปส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ เพื่อขึ้นบัญชีเป็น “ธนบัตรปลอม”
  • หากจำได้ว่าใครเป็นผู้นำมาใช้ ควรจดจำรูปพรรณสัณฐานให้ดี เพื่อใช้ในการเป็นเบาะแสจับกุม และยืนยันความบริสุทธิ์ให้ตัวเอง
  • หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลได้กับธนาคารแห่งประเทศไทย หมายเลขสายด่วน 1213

เมื่อรู้ วิธีสังเกตุแบงก์ปลอม มีแบงก์ปลอมในครอบครองทำอย่างไรดี แล้ว เมื่อตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ก็อย่าเพิ่งวู่วามทำอะไรลงไป แต่ให้ตรวจสอบให้ดี แล้วทำตามวิธีต่างๆ ที่เราได้แนะนำเอาไว้

ฝันร้าย สัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

การนอนหลับนั้นถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ร่างกายจะได้พักผ่อน และปล่อยวางจากเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญมาทั้งวัน และสิ่งที่เคียงคู่กับการนอนหลับนั่นก็คือความฝัน หากฝันดีก็จะทำให้ยามตื่นนอนกลายเป็นเช้าที่แสนสดใส แต่ถ้าหากฝันร้ายอาจจะทำให้หลับต่อได้ยากขึ้น และยังสามารถส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเรา นอกจากนี้ฝันร้ายยังสามารถบอกถึงปัญหาสุขภาพจิตของเราอีกได้ด้วย

เรื่องของฝันร้าย

ฝันร้าย (nightmare) เป็นภาวะที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ในเชิงลบ ซึ่งเกิดในภาวะการนอนหลับในระยะ REM (rapid eye movement) เป็นช่วงที่กล้ามเนื้อสมองส่วนทาลามัส และซีรีบรัมที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบหน้า การหลั่งน้ำลาย การหายใจหยุดการทำงานลง โดยฝันร้ายมักจะมีภาพลักษณ์ที่ซับซ้อน และเป็นเรื่องยาว ผลจากการฝันร้ายจะทำให้เกิดภาวะความกลัวอย่างรุนแรง หรือมีความวิตกกังวล สมาคมจิตแพทย์อเมริกาได้ให้คำจำกัดความและกำหนดการวินิจฉัยว่า ฝันร้ายมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในวัยเด็ก 10 ขวบขึ้นไป แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ หรือทางสังคมมากนัก แต่หากฝันร้ายเกิดขึ้นบ่อย ๆ กับวัยผู้ใหญ่จะเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

สาเหตุของฝันร้าย

  • ร้อยละ 60 พบว่าสาเหตุของฝันร้ายมาจากความวิตกกังวล และความเครียด
  • การสูญเสียบุคคลที่รัก หรือเกิดความเจ็บปวด
  • ผลข้างเคียงของยา เช่น ยานอนหลับ เป็นต้น
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือสูบบุหรี่มากเกินไป
  • ความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • การรับประทานอาหารที่ย่อยยากก่อนเข้านอน เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เป็นต้น
  • มีปัญหาด้านสุขภาพจิต เช่น ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล

เมื่อฝันร้าย (ไม่) ได้กลายเป็นดี

ฝันร้าย อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพ ดังนี้

  • โรควิตกกังวล ผู้ที่ป่วยเป็นโรควิตกกังวลมักจะเกิดอาการฝันซ้ำ ๆ ความฝันมีลักษณะยาว และละเอียด เนื้อเรื่องอาจจะเป็นเหตุการณ์เดิม ๆ หรืออาจเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ในปัจจุบันก็ได้
  • โรคซึมเศร้า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามักจะฝันถึงสถานที่มืด ๆ น่ากลัว หรือฝันถึงคนตาย อาจปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้ และอาจฝันเห็นหลาย ๆ เรื่องในคืนเดียวกัน
  • ภาวะผิดปกติทางจิตใจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) มักจะฝันถึงเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เคยประสบพบเจอมา มักจะเป็นภาพฉายซ้ำ ๆ และมีจุดจบแบบเดิม บางครั้งอาจเห็นภาพแค่บางส่วน
  • โรคไบโพล่าร์ มักจะเป็นความฝันที่สดใส ละเอียด น่าจดจำ สามารถปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องยาว อาจเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ หรือละครที่ดู

วิธีป้องกันการฝันร้าย

  • ควรหลีกเลี่ยงคาเฟอีน นิโคติน และแอลกอฮอล์ เช่น กาแฟ ชา ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เป็นต้น เพราะอาหารกลุ่มนี้จะมีส่วนผสมเหล่านี้จะส่งผลให้ร่างกายตื่นตัว และนอนหลับได้ยากขึ้น
  • ควรทำกิจกรรมผ่อนคลายก่อนนอน เช่น การพักผ่อนก่อนนอน อาบน้ำอุ่น หรือการอ่านหนังสือจะทำให้สามารถหลับได้ง่ายขึ้น
  • ควบคุมอุณหภูมิห้อง รักษาอุณหภูมิให้ไม่ร้อน หรือเย็นเกินไป เพราะอากาศที่ไม่สบายอาจรบกวนการนอนหลับได้
  • ควรหลีกเลี่ยงการนอนบนเตียงหากยังไม่หลับ ควรหากิจกรรมอื่นทำก่อน เพราะหากนอนไม่หลับจะทำให้เกิดความวิตกกังวลจนยิ่งทำให้นอนไม่หลับ
  • ควรไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับคำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาการนอนไม่หลับอย่างตรงจุด เพราะปัญหาการนอนไม่หลับนั้นสามารถรักษาให้หายได้

ความฝันอาจจะบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพ และหากปล่อยเอาไว้อาจจะรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หากพบว่าตนเองมีปัญหาการนอนหลับควรปรับพฤติกรรม และเข้าพบแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

11 อาการของคนกำลังมีความรัก

     สิ่งที่คนเราปรถานานั้นมีมากมาย แต่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือความรักนั่นเอง เพราะการมีความรักนั้นจะทำให้โลกของเราสดใส จะทำอะไรก็ดูดีไปหมด บางคนอาจถึงขั้นเปลี่ยนไปเลยทีเดียว แต่จะเปลี่ยนไปทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงนั้นก็เป็นอีกเรื่อง แต่ความรักนั้นสามารถทำให้คนเราดีขึ้นได้มากอย่างแน่นอน บางคนเมื่อมีความรักอาจจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ไม่รู้ตัว มาดูกันว่ามีอาการอะไรบ้างนะ

1. ใจลอย ไม่มีสมาธิทำอะไร ถึงแม้ว่าความรักจะมีประโยชน์ แต่ก็มีโทษเหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องทำงานจดจ่ออยู่กับอะไรซักอย่าง แต่เราก็ไม่สามารถทำให้มันดีได้ เพราะในหัวของเรามัวแต่ไปคิดถึงอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา แบบนี้นี่เอง ผู้ใหญ่ถึงห้ามนักห้ามหนาว่าตอนเรียนอยู่ห้ามมีแฟน

2. ดูแลตัวเองมากขึ้น จากที่ชอบแต่งตัวแบบเสื้อตัวกางเกงตัว เดินลากรองเท้าแตะ แคะขี้มูก ดูดลูกชิ้นตลอดทาง แต่พอมีเขาหรือเธอเข้ามาวนเวียนในชีวิตและความคิดเท่านั้นแหละ แทบจะอัพลุคใหม่จนคนรอบข้างจำไม่ได้เลยทีเดียว

3. เริ่มคิดจะเปลี่ยนที่อยู่ คุณเริ่มมีความคิดเรื่องย้ายที่พัก จากที่เคยอยู่คนเดียวก็เริ่มอยากจะเก็บของไปอยู่กับเขาแล้ว และก็เริ่มวางแผนเรื่องเงินอย่างจริงจังอีกด้วย ถ้าไปอยู่กับเขาเราก็ประหยัดลงไปได้อีกนะเนี่ย

4. ไม่ค่อยไปเจอเพื่อน ก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปเจอเพื่อน แต่เวลาที่มีให้มันน้อยลงต่างหาก เพราะต้องเจียดเวลาส่วนตัวไปให้คนพิเศษไงล่ะ

5. กลายเป็นนางร้ายขี้อิจฉาแบบไม่น่าเชื่อ จากที่เคยด่าเคยว่าคนนั้นคนนี้ พอมาเจอกับตัวเองถึงได้รู้ ว่าไอ้ความหึง ความหวงมันจะมาเองโดยที่เราไม่ต้องไปเชิญ พอเห็นเขาสนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ หรือว่าถ่ายรูปคู่กับใครแค่นั้น ก็เก็บเอามาคิดเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว

6. เกิดอาการใจเต้นไม่เป็นจังหวะ คนที่กำลังตกหลุมรักใคร จะมีอาการความดันต่ำกว่าปกติเล็กน้อย เช่นเดียวกับอัตราการเต้นของหัวใจ

7. กลายเป็นคนเรียบร้อยขึ้นมา ไม่ว่าก่อนหน้านี้คุณเคยเป็นคนยังไง แต่พอมีคนๆ นั้นเข้ามาในชีวิต คุณจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะกลายเป็นคนเรียบร้อย ดูสุขุมนุ่มลึกอย่างไม่มีสาเหตุ และเริ่มไม่มั่นใจที่จะให้เขาหรือเธอเจอคุณขณะอยู่ต่อหน้าเพื่อนซะอย่างงั้น…ก็แหม เรื่องจริงบางเรื่องก็ไม่อยากโดนแฉ 

8. เริ่มมีงานอดิเรกใหม่ๆ จากที่เคยเกลียดการวิ่ง จู่ๆก็รักการวิ่งขึ้นมา ก็เพราะมันมีความสุขในการทำอะไรใหม่ๆเสมอไงล่ะ พลังงานมันเหลือล้นเต็มไปหมด

9. ฟังเพลงรักซ้ำๆ แต่ก่อนไม่เคยจะฟังหรอก เพลงรักเลี่ยนก็เลี่ยน แต่จู่ๆก็กลับชอบเพลงรักขึ้นมาเสียเฉยๆ แถมฟังเสียหลายรอบด้วยดิ นี่ไม่ปกติแล้วล่ะ

10. คุณโตขึ้น จากคุณหนุ่มๆที่ไม่อยากจะโกนหนวดโกนเครา หรือสาวๆที่ไม่อยากโกนขนหน้าแข้ง หรือ เฉยๆกับการแต่งตัวสวยๆ จู่ๆก็อยากจะลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยๆหวานๆแบบผู้หญิงผู้หญิงอย่างเขาบ้าง

11. เกิดอาการนอนไม่หลับ สมองฟุ้งซ่านเอาแต่คิดเพ้อถึงใครบางคน คิดเองมโนเองยิ้มเองอยู่คนเดียว เกิดอาการกระสับกระส่าย มีทั้งความสุข ความกลัว ตื่นเต้น ผสมปนเปกันวุ่นวายไปหมด ที่สำคัญก็คือเรื่องทุกเรื่องที่อยู่ในหัว เป็นเรื่องของเขาแทบทั้งหมด

สิ่งที่ควรรู้เมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจร

     เหตุการณ์ไฟไหม้นั้น บางทีอาจจะไม่ใช่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากมนุษย์เท่านั้น แต่ไฟไหม้นั้นก็มักจะเกิดจากการที่มีไฟฟ้าลัดวงจรเกิดขึ้น มีข่าวมากมายที่นำเสนอว่าไฟไหม้นั้นเกิดมาจากไฟฟ้าลัดวงจร ไฟฟ้าลัดวงจรนั้นจะเป็นข้อสันนิษฐานแรกเสมอ  ซึ่งถ้าเกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นมาเมื่อไหร่จะเป็นการสร้างความเสี่ยงให้เกิดอันตรายต่างๆ ขึ้นมาได้อย่างมากมาย  ดังนั้นในบทความนี้จะมาทำความเข้าในเกี่ยวกับเรื่องกระแสไฟฟ้าภายในบ้าน สาเหตุของไฟฟ้าลัดวงจร รวมไปถึงวิธีการป้องกัน และแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร 

ไฟฟ้าลัดวงจรเกิดจากอะไร
การเกิดไฟฟ้าลัดวงจร (Short Circuit) นั้นเกิดจากการสัมผัสกันของจุดที่มีแรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันสองจุด หรือมีสิ่งของที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามาอยู่ระหว่างสองจุดนั้นทำให้เกิดเป็นการลัดวงจรขึ้นมานั่นเอง ซึ่งเมื่อจุดทั้งสองจุดสัมผัสกันจะทำให้กระแสไฟฟ้านั้นมีความผิดปกติ เนื่องจากกระแสไฟฟ้าจำนวนมากจะถ่ายเทเข้าหากันจนเกิดความร้อนสูง และเกิดประกายไฟขึ้นมา 

สรุปคือไฟฟ้าลัดวงจรนั้นเกิดจากการที่สายไฟที่เดินภายในบ้านทั้งสองเส้นนั้นเกิดมาสัมผัสกันโดยที่ไม่มีฉนวนขวางกั้น ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ หรือมีวัตถุบางอย่างที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามาอยู่ในบริเวณนั้นแล้วเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าจากสายไฟทั้งสองเส้นสัมผัสกันโดยตรง เมื่อเกิดการสัมผัสโดยตรงก็จะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรซึ่งจะมีความร้อนสูงมากจนเกิดประกายไฟขึ้นมา และประกายไฟนั้นจะไปติดที่วัสดุต่างๆ จนทำให้เกิดไฟไหม้เป็นบริเวณกว้างในที่สุด

สายไฟชำรุดทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรหรือไม่
เมื่อสายไฟฟ้าที่เดินไว้ภายในบ้านเกิดการชำรุด ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นความเก่าของสายไฟทำให้ฉนวนเปื่อยยุ่ยไม่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ การที่มีสัตว์ต่างๆ เช่นหนูมาแทะสายไฟจนทำให้ฉนวนซึ่งหุ้มสายไฟไว้เกิดการฉีกขาด รวมถึงการเดินไฟอย่างผิดวิธีทำให้สายไฟนั้นสามารถเคลื่อนที่ไปมาจนเกิดการเสียดสีบ่อยๆ จนเป็นเหตุให้ฉนวนหุ้มสายไฟเกิดการฉีกขาด

ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้เลยว่าการที่สายไฟชำรุดนั้นจะทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรภายในบ้านได้อย่างแน่นอน เพียงแค่รอเวลาว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เท่านั้นเอง 

สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร
นอกจากสายไฟฟ้าที่ชำรุดจะเป็นสาเหตุของไฟฟ้าลัดวงจรแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรได้เช่นกัน ซึ่งสาเหตุเหล่านั้นได้แก่ 

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านนั้นต้องค่อยหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่ายังสามารถทำงานได้เป็นปกติหรือไม่ มีสภาพที่พร้อมใช้งานหรือเปล่า ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไหนที่มีสภาพเก่าเกินไป หรือทำงานไม่ปกติอาจจะเป็นที่สายไฟภายในเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ มีความเสียหาย หรือวงจรไฟฟ้าภายในชำรุด ซึ่งเป็นหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร 
  • การใช้ปลั๊กพ่วงไม่ถูกวิธี แน่นอนว่าทุกบ้านไม่สามารถจะติดตั้งปลั๊กไฟได้ทุกจุดที่มีการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า การใช้ปลั๊กพ่วงในรูปแบบต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การใช้ปลั๊กพ่วงที่จะก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรคือการใช้ปลั๊กพ่วงที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการเสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขนาดใหญ่ที่กินไฟมากหลายๆ ตัวลงไปในปลั๊กพ่วงตัวเดียว ซึ่งจะทำให้ปลั๊กพ่วงนั้นทำงานหนักเกินไปจนเกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรได้
  • สายไฟไม่ได้มาตรฐาน ในแต่ละบ้านนั้นจะมีปริมาณกระแสไฟเข้าบ้านที่แตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่งในปัจจุบันแทบทุกบ้านได้ทำการขอให้การไฟฟ้าเพิ่มปริมาณกระแสไฟฟ้าเข้าบ้านเป็นขนาด 15 – 30 Amp กันแทบทั้งนั้น เพราะว่ามีปริมาณเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมากขึ้น ทำให้ต้องใช้กระแสไฟฟ้ามากขึ้นนั่นเอง
    แต่การเพิ่มกรแสไฟฟ้าที่เข้ามาในบ้านไม่ใช่แค่มีกระแสไฟฟ้าเพิ่มเข้ามาก็จะเสร็จสิ้น การเพิ่มกระแสไฟฟ้า รวมไปถึงปริมาณเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นแนะนำว่าต้องทำการตรวจสอบสายไฟ และตู้ควบคุมไฟฟ้าภายในบ้านว่ามีความสามารถมากพอที่จะรองรับกระแสไฟฟ้า และการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มเข้ามาหรือไม่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ 

วิธีการป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
เมื่อรู้ถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรแล้ว ลองมาดูว่าวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรนั้นมีอะไรบ้าง 

  • สายไฟเก่า สายไฟชำรุดห้ามใช้งาน ถ้าพบว่าสายไฟฟ้าที่ใช้อยู่ภายในบ้านนั้นมีสภาพเก่าจนน่าจะเป็นอันตราย หรือมีการชำรุดที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนให้หยุดใช้ไฟในบริเวณนั้นทันที และเรียกช่างที่มีความชำนาญมาทำการเปลี่ยนสายไฟใหม่อย่างรวดเร็วที่สุด  
  • ขนาดของสายไฟต้องได้มาตรฐาน อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าบ้านในปัจจุบันนั้นมีปริมาณการใช้ไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น ถ้าเป็นบ้านที่สร้างใหม่นั้นปัญหาเรื่องมาตรฐานของสายไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งานจะไม่ค่อยมี แต่ถ้าเป็นบ้านเก่าที่สร้างมานานนั้นสายไฟต่างๆ ภายในบ้านจะมีอายุการใช้งานที่นาน และยังเป็นสายไฟรุ่นเก่าที่มีความสามารถรองรับกระแสไฟฟ้าได้น้อยกว่าการใช้งานจริงในปัจจุบัน 
  • ตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ อยู่เสมอ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้านที่ชำรุดเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ดังนั้นการหมั่นสังเกตว่าเครื่องใช้ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้เป็นปกติหรือไม่ หรือถ้าพบว่ามีการชำรุดต้องหยุดใช้งานทันที จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรในบ้านได้เป็นอย่างดี 
  • เลือกใช้ปลั๊กพ่วงที่มีคุณภาพ การเลือกใช้ปลั๊กพ่วงที่มีคุณภาพนั้นสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ เนื่องจากปลั๊กพ่วงที่มีคุณภาพนั้นจะมีระบบตัดไฟภายในตัวเอง ถ้าพบว่ามีไฟช็อต หรือมีการใช้กระแสไฟมากเกินกว่าปริมาณที่กำหนดไว้ ปลั๊กพ่วงจะตัดการทำงานโดยทันที ทำให้การเลือกปลั๊กพ่วงที่มีคุณภาพมาใช้งานนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก 
  • เดินระบบไฟฟ้าในบ้านใหม่ทั้งหมด เมื่อบ้านของตัวเองมีการขอใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิม และมีจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มากยิ่งขึ้นให้ทำการหาผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบมาตรฐานของสายไฟฟ้า และตู้ควบคุมไฟฟ้าภายในบ้านว่ามีมาตรฐานเพียงพอที่จะรองรับการทำงานทั้งหมดหรือไม่ ถ้าสายไฟฟ้าเดิมไม่ได้มาตรฐานนั้นต้องทำการเปลี่ยนสายไฟฟ้าทั้งหมดในบ้านใหม่ทันที รวมถึงเปลี่ยนเบรกเกอร์ต่างๆ ที่อยู่ในกล่องควบคุมไฟฟ้าให้ได้มาตรฐานอีกด้วย
    แต่ในปัจจุบันการขอใช้ไฟฟ้าภายในบ้านปริมาณมากกว่าเดิมจากการไฟฟ้านั้นต้องทำตามข้อบังคับของการไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด ทางการไฟฟ้าจะมีคู่มือมาให้ว่าถ้าขอไฟฟ้าเพิ่มเติมนั้นต้องทำการปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในบ้าน รวมถึงเบรกเกอร์ต่างๆ ในกล่องควบคุมไฟฟ้าอย่างไรบ้าง แล้วจะมีการส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ถ้าไม่สามารถทำได้ตามมาตรฐานของการไฟฟ้าก็จะไม่มีการอนุญาตให้เพิ่มปริมาณกระแสไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด 

เมื่อเกิดไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจรต้องทำอย่างไร
สิ่งที่ควรทำเป็นอย่างแรกคือตัดการทำงานทั้งหมดของระบบไฟภายในบ้าน โดยให้ไปสับเบรกเกอร์ตัวใหญ่ที่ใช้ควบคุมกระแสไฟเข้า – ออกภายในบ้านลง จากนั้นให้ใช้ถังดับเพลิงชนิดสารเหลวระเหยมาฉีดพ่นเพื่อดับไฟ เนื่องจากถังดับเพลิงชนิดนี้สารดับเพลิงจะระเหยไปในอากาศ ไม่ทำความเสียหายให้เครื่องใช้ไฟฟ้า 

ส่วนข้อห้ามเมื่อเกิดเพลิงไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจรคือห้ามใช้น้ำในการดับเพลิงเด็ดขาดถ้ายังไม่ได้ตัดไฟในบริเวณนั้นเนื่องจากน้ำนั้นเป็นสื่อนำไฟฟ้า การใช้น้ำดับเพลิงนอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วยังทำให้ผู้ที่สาดน้ำเข้าไปเสี่ยงกับการถูกไฟฟ้าช็อตด้วย

แต่ถ้าประเมินแล้วว่าไฟที่เกิดไหม้ขึ้นมานั้นไม่สามารถจัดการได้ด้วยตัวเองได้ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิง พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายผู้พักอาศัยในบ้านทั้งหมดออกมาทันที 

ต้องการทำบัตรประชาชนใหม่ ทำอย่างไรดี

    หลายๆคนมักจะเคยพบกับปัญหาทำบัตรประชาชนหาย บางคนก็อาจจะทำหายหลายครั้งๆ หายบ่อยๆ จนชิน จนรู้วิธีการทุกอย่าง แต่สำหรับบางคนนั้นอาจจะเพิ่งเคยทำหายครั้งแรก เขาก็อาจจะไม่รู้เลยว่าต้องทำอย่างไรต่อไป ต้องไปติดต่อทำที่ไหน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างหากต้องการทำบัตรประชาชนใหม่

ทำบัตรประชาชนครั้งแรก ต้องทำยังไง
ทำได้ทันทีเมื่ออายุ 7 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ต้องทำภายใน 60 วัน ไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่หากเกินกำหนดจะต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 100 บาท

เอกสารที่ต้องใช้ทำบัตรประชาชน กรณีทำบัตรครั้งแรก

  • ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
  • สูติบัตรฉบับจริง หรือหลักฐานอื่นที่ราชการออกให้ เช่น หลักฐานการศึกษา หนังสือเดินทาง
  • หากเคยเปลี่ยนชื่อ ต้องนำใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อมาแสดงด้วย
  • หากไม่มีหลักฐานในข้อ 2 ให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือมาให้การรับรอง

บัตรประชาชนหมดอายุ จะต่อบัตร ต้องทำยังไง

  • ต้องทำบัตรใหม่ภายใน 60 วัน หลังจากบัตรหมดอายุ (หากเกิน 60 วันต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 100 บาท) สามารถทำบัตรใหม่ก่อนที่บัตรจะหมดอายุได้ 60 วัน

เอกสารที่ต้องใช้ทำบัตรประชาชน กรณีบัตรประชาชนหมดอายุ 

  • สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
  • บัตรประชาชนใบเดิมที่หมดอายุแล้ว
  • หากบัตรเดิมหมดอายุเป็นเวลานาน ต้องนำเจ้าบ้านหรือพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือมารับรองด้วย

บัตรประชาชนหาย บัตรถูกทำลาย ต้องทำยังไง

  • ไม่ต้องแจ้งความ สามารไปทำบัตรใหม่ที่สำนักงานเขตได้เลย ขอทำบัตรใหม่ภายใน 60 วัน จะมีค่าธรรมเนียม 20 บาท หากเกินกำหนดจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท

เอกสารที่ต้องใช้ทำบัตรประชาชน กรณีบัตรประชาชนหาย

  • ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
  • เอกสารที่มีรูปถ่ายของผู้ขอมีบัตรใหม่ที่ทางราชการออกให้ เช่น ใบอนุญาตขับขี่ หลักฐานการศึกษา หรือหนังสือเดินทาง
  • หากไม่มีหลักฐานเหล่านั้น ให้นำเจ้าบ้านหรือบุคคลผู้น่าเชื่อถือมาให้การรับรอง

เปลี่ยนชื่อ แล้วต้องเปลี่ยนบัตรประชาชน ทำยังไง

  • หากเปลี่ยนชื่อ หรือนามสกุล ต้องเปลี่ยนบัตรภายใน 60 วัน มีค่าธรรมเนียม 20 บาท หากเกินกำหนดต้องเสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 100 บาท

เอกสารที่ต้องใช้ทำบัตรประชาชน กรณีเปลี่ยนชื่อ

  • บัตรประชาชนใบเดิม
  • หลักฐานการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล